เรือเยาวชน บทที่ 7: หนึ่งคืนที่ภาคภูมิใจบนผืนแผ่นดินมาตุภูมิ
posted on 23 Jun 2010 12:50 by bantifulตอนบ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 16 พฤศจิกายน นิปปอนมารูก็เข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือคลองเตย ตรงตามกำหนดการ หลังจากที่ดีอกดีใจกันจนออกนอกหน้ามาทั้งเช้าพอถึงตอนที่เรือจะ เทียบท่าขึ้นมาจริง ๆ ความเครียดก็เริ่มเข้าเกาะกุมสถานการณ์เมื่อเหล่าเยาวชนทั้งหลายเริ่ม ตระหนักได้ถึงกิจกรรมสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่พ่วงมากับการเข้าฝั่งทุก ๆ ครั้ง นั่นก็คือการตีธง หรือ Flag waving ซึ่งเป็น กิจกรรมภาคบังคับของการลงจากเรือของเยาวชนเลยทีเดียว โดยในการเดินลงจากเรือนั้นเพื่อขึ้นฝั่งนั้น เยาวชนจะมาเดินฉับ ๆ ลงมาเลยมิได้ ทางฝ่ายต้อนรับบนฝั่งของแต่ละประเทศจะทำการเบิกตัวเยาวชนทีละประเทศ กะให้เดินลงบันไดเรือเป็นแถวอย่างสง่าผ่าเผยพร้อมกับตีธงชาติของตนลงมาด้วย โดยอาจจะมีการร้องเพลงหรือให้จังหวะแบบการเชียร์ประกอบการตีธงลงมาด้วยก็ได้ เข้าใจว่าจุดประสงค์ก็คงเพื่อให้เหล่าประชาชนและครอบครัวผู้มารอรับได้เห็น เยาวชนทีละชาติเดินลงมาอย่างสง่างามและสนุกสนานไปในตัว หาได้เป็นการประชันขันต่อความ “บ้าพลัง” ของเยาวชนไม่ แต่ไปๆ มาๆ เนื่องจากชาติไหนตีธงได้สวยและพร้อมเพรียงก็จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมและ สร้างความริษยาแก่เพื่อนชาติอื่นเป็นที่ยิ่ง ทำให้การตีธงกลายมาเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เรามักเอามาใช้วัดการเตรียมความ พร้อมและความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนแต่ละชาติไป แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เครียดยังไงไหว...
หลังจากที่เรือเข้าเทียบท่าก็ใช่ว่าจะได้ขึ้นฝั่งกันเลย พวกเราต้องรอกันเป็นชั่วโมงเพื่อเตรียมความพร้อม และจัดแถวเช็คชื่อเพื่อให้แน่ใจว่ามาถึงประเทศไทยกันครบทุกคน ไม่มีใครพลัดตกหกล้ม ตกเรือหายจากกันไปกลางทาง ในขณะที่รอคอยนี้แต่ละคนต่างก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะฉันที่พ่อกับแม่มานั่งรอที่ท่าเรือคลองเตยด้านล่างแล้วด้วย เพื่อน ๆ ชาติอื่นก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันออกไปยืนโผล่ตรงกาบเรือชมทัศนียภาพของกรุงเทพฯกันเป็นแถว หลังจากที่ทุกชาติพร้อมแล้วเหล่าเจ้าหน้าที่แอดมินก็แจ้งให้กับเจ้าหน้าที่บนฝั่งทราบเพื่อเริ่มพิธี โดยจะเบิกตัวเยาวชนให้เดินลงบันไดเรือทีละชาติพร้อมกับตีธงไปด้วย เยาวชนไทยซึ่งเป็นเยาวชนประเทศเจ้าบ้านจะลงเป็นชาติสุดท้าย ซึ่งนาทีที่พิธีกรข้างล่างกล่าวเบิกตัวเยาวชนไทยแล้วพวกเราค่อย ๆ เดินลงบันไดเรือ ถือธงไตรรงค์ในมือ พร้อมกับเสียงปรบมืออันดังลั่นจากเพื่อนฝูงพี่น้องที่มารอรับเบื้องล่างนั้น มันช่างเป็นนาทีที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ถือเป็นครั้งแรกจริง ๆ นับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการมาอาทิตย์กว่า ๆ ที่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวแทนประเทศไทยจริง ๆ มันรู้สึกภูมิใจแล้วก็ตื้นตันใจจริง ๆ หลังจากเสร็จพิธีการต่าง ๆ แล้วเยาวชนก็ต้องแยกไปขึ้นรถบัสกันตามกลุ่ม SG เพื่อไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองที่นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพ (แต่ท่านนายกฯไม่มา.. ได้ข่าวว่าไปเปิดสวนสัตว์ไนท์ซาฟารีที่เชียงใหม่) ก่อนจะไปขึ้นรถฉันก็ได้แอบแว๊บไปหาพ่อกับแม่ที่นั่งรออยู่ในเต๊นท์ เห็นแม่ตาแดง ๆ ก็รู้ว่าเพิ่งร้องไห้มา พ่อแอบกระซิบว่าแม่ภูมิใจที่เห็นลูกสาวเดินถือธงชาติลงบันไดเรือมาในฐานะตัวแทน ประเทศไทย แล้วก็แอบเสียใจที่ไม่ได้เอากล้องมาถ่ายรูปไว้ ฉัน เลยบอกว่าไม่เป็นไรเพราะเรามีฝ่าย press ของประเทศ ที่ทำหน้าที่เก็บภาพและถ่ายวิดีโอไว้อยู่แล้วแม่ถึงยิ้มออก จากนั้นก็นัดแนะกันให้พ่อกับแม่ขับรถตามไปยังสถานที่เลี้ยงรับรองซึ่งก็คือ โรงแรมอิมพีเรียลควีนส์พาร์ค สุขุมวิท 22 นั่นเอง
การตีธงลงจากเรือ
แม้เรือจะเข้าเทียบท่าในเมืองไทยแล้ว แต่เยาวชนก็ยังต้องกลับมานอนที่เรืออยู่ ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ไปในทุกประเทศที่เรือแวะ เยาวชนจะค้างที่อื่นได้ก็เฉพาะช่วงที่อยู่โฮมสเตย์เท่านั้น โดยจะต้องไปพักกับครอบครัวอุปถัมภ์นั่นเอง ช่วงกลางวันของวัน ที่สองในเมืองไทยเราแบ่งกลุ่มกันตามหัวข้องอภิปรายเพื่อไปยี่ยมชมสถานที่ที่ เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เราเลือก กลุ่มความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม หรือ Intercultural understanding ของฉันได้ไปเยี่ยมสำนักงานสภาความมั่นคงแห่ง ชาติเพื่อฟังบรรยายเกี่ยวกับการจัดการปัญหาความแตกต่างทางชาติพันธุ์และ วัฒนธรรมในประเทศไทยโดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ จากนั้นก็เดินทางไปเยี่ยมชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีประชาชนชาวพุทธ ชาวคริสต์ และชาวอิสลามอยู่รวมกันในหนึ่งชุมชนอย่างสงบสุข พวกเราสนใจและตื่นเต้นกันมากเลยทีเดียวโดยเฉพาะเพื่อน ๆ ต่างชาติที่ถามคำถามกันตลอดทาง แม้แต่ฉันที่เป็นคนไทยก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่าในกรุงเทพฯ จะมีชุมชนที่น่าสนใจแบบนี้อยู่ ถือเป็นหนึ่งวันที่พวกเราได้ความรู้และสนุกสนานกันมากจริง ๆ
ตกกลางคืนก็ถึงกิจกรรมที่เราเหล่าเยาวชนไทยตั้งตารอด้วยใจระทึก นั่นก็คือ Thai Night ซึ่งเป็นการแสดงศิลปะ วัฒนธรรมประจำชาติเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม ซึ่งเยาวชนไทยได้ตระเตรียมการแสดงไว้มากมายหลายชุดสารพันทั้งร้องระบำรำฟ้อน ที่ต้องหวาดหวั่นก็ไม่ใช่อะไร กลัวมันจะล่มเสียกลางคัน เพราะแต่ละคนมืออาชีพทั้งน้านนน.. เห็นแล้วก็ละเหี่ยใจ แววล่มมันเริ่มส่อมาตั้งแต่สี่สาว Four Angels กับ ชุดฟ้อนเล็บที่ขยันลืมท่าที่สุด รำคร่อมจังหวะบ่อยที่สุด และยังนับจังหวะผิด ๆ ถูก ๆ พาลจะล่มกลางเพลงอยู่บ่อย ๆ อีกทั้งชุดการแสดงมวยไทยกับฟันดาบที่ผิดคิวกันบ่อยจนฟกช้ำดำเขียวกันถ้วนหน้า แล้วไหนจะร้องเพลงประสานเสียงที่จะแสดงกันพรุ่งนี้อยู่แล้งแต่ยังจำเนื้อ ร้องกันไม่ได้ แม้แต่ชุดการแสดงสุดอลังการ “สวัสดี be my guest” ที่ทุ่มทุนสร้างหวังให้ตรึงตาตรึงใจผู้ชมก็ยังเต้นกันแบบง่อยเปลี้ยเสียขา ชะรอยเยาวชนไทยปีนี้อาจจะเข้าสู่กลียุคเสียแล้ว เห็นท่าดังนั้นแล้วคงปล่อยไว้ไม่ได้เป็นแน่ เจ๊เป้ผู้เป็นทั้งหัวเรือใหญ่และเจ๊ดันของฝ่ายการแสดงจึงต้องรีบหาทางแก้ไข เป็นการด่วน ในที่สุดเจ๊ก็เกิดไอเดียปิ๊งปั๊ง เจ๊บอกรำไม่ได้ไม่เป็นไรเจ๊มีวิธี ว่าแล้วเจ๊ก็ทุ่มทุนสร้างตะบันเช่าชุดสุดอลังการติดเพชรพลอยวูบวาบ ประหนึ่งเอาสยามนิรมิตร ภูเก็ตแฟนตาเซีย พ่วงด้วยทิฟฟานี่และอัลคาซ่าโชว์มารวมกันก็มิปาน ทั้งเครื่องประดับเพชรนิลจินดาสร้อยแหวนกำไลทองก็ขนมาประโคมโหมแต่งแบบไม่ บันยะบันยังชนิดที่หากแม้นยัยซาร่าแห่ง TV direct มาเห็นเข้าจะต้องตบอกผางพลางร้องว่า “โอ้วว พระเจ้า.. จอร์จคะมันวิเศษมากเลยค่ะ ชั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริง ๆ!” นี่ยังไม่รวมใบหน้าสวยเด่นฝีมือช่างแต่งหน้ามือทองอย่างพี่ยะและพี่พล กับทรงผมกระบังตั้งตระหง่านโดยหนูมุก คุ้กคู ณ เกศสยาม เจ๊เป้แกถือคติว่า “รำไม่สวยไม่เป็นไร เสื้อผ้า-หน้า-ผมต้องพร้อม เครื่องประดับต้องตู้ม บวกกับยิ้มหวาน ๆ เข้าไว้แค่นี้ก็เลิศ...ซ้า” นัยว่าต่างชาติเขาไม่รู้หรอกว่าเรารำผิดหรือถูกแค่เห็นหน้าสวย ๆ กับชุดเริ่ด ๆ ก็เพลินแล้ว และนี่ก็กลายมาเป็นคติที่เหล่าเยาวชนไทยทุกคนถือประจำในใจในยามที่ต้องมีการแสดงทุกชุดซึ่งก็ช่วยให้เรา “แถ” ผ่านไปได้ด้วยดีทุกครั้งไป พอถึงวันจริง Thai Night ก็ ไปได้สวยดังเจ๊ว่า อาจเพราะต่างคนต่างก็มั่นใจในองค์ประกอบรอบข้างอย่างเสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่เจ๊เป้สรรหามาให้เลยพลอยทำให้มีความมั่นใจและกำลังใจเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ประมาณว่าจ้างมาห้าร้อยแต่แม่รำให้ห้าหมื่นเลย พลังมีเท่าไหร่ใส่กันเต็มที่ การแสดงที่เราเตรียมไปนั้นเป็นการนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทยโดย แบ่งออกเป็นสามยุคหลัก ๆ คือ สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ และมีวิธีการถ่ายทอดทั้งในรูปแบบชุดการแสดงต่าง ๆ และการบรรยายประกอบวิดีทัศน์ ซึ่งผู้บรรยายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็อาฮั้นเองละฮ่ะพากย์เสียงคู่กับน้องกฤตย์ ซึ่งบทพูดประกอบที่ได้รับคำชมเชยว่ายอดเยี่ยมเลิศล้ำเหนือคำบรรยายนั้นก็ ต้องยกความดีความชอบให้ เอ น้องสาวแท้ ๆ ของเจ๊ไก่ ณ ดาวล้านดวง ไปเต็ม ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้การแสดงในวันนั้น ผ่านไปได้ด้วยดี เป็นที่กล่าวขวัญถึงไปสามวันแปดวัน