ตอนบ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 16 พฤศจิกายน นิปปอนมารูก็เข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือคลองเตย ตรงตามกำหนดการ หลังจากที่ดีอกดีใจกันจนออกนอกหน้ามาทั้งเช้าพอถึงตอนที่เรือจะ เทียบท่าขึ้นมาจริง ๆ ความเครียดก็เริ่มเข้าเกาะกุมสถานการณ์เมื่อเหล่าเยาวชนทั้งหลายเริ่ม ตระหนักได้ถึงกิจกรรมสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่พ่วงมากับการเข้าฝั่งทุก ๆ ครั้ง นั่นก็คือการตีธง หรือ Flag waving ซึ่งเป็น กิจกรรมภาคบังคับของการลงจากเรือของเยาวชนเลยทีเดียว โดยในการเดินลงจากเรือนั้นเพื่อขึ้นฝั่งนั้น เยาวชนจะมาเดินฉับ ๆ ลงมาเลยมิได้ ทางฝ่ายต้อนรับบนฝั่งของแต่ละประเทศจะทำการเบิกตัวเยาวชนทีละประเทศ กะให้เดินลงบันไดเรือเป็นแถวอย่างสง่าผ่าเผยพร้อมกับตีธงชาติของตนลงมาด้วย โดยอาจจะมีการร้องเพลงหรือให้จังหวะแบบการเชียร์ประกอบการตีธงลงมาด้วยก็ได้ เข้าใจว่าจุดประสงค์ก็คงเพื่อให้เหล่าประชาชนและครอบครัวผู้มารอรับได้เห็น เยาวชนทีละชาติเดินลงมาอย่างสง่างามและสนุกสนานไปในตัว หาได้เป็นการประชันขันต่อความ “บ้าพลัง” ของเยาวชนไม่ แต่ไปๆ มาๆ เนื่องจากชาติไหนตีธงได้สวยและพร้อมเพรียงก็จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมและ สร้างความริษยาแก่เพื่อนชาติอื่นเป็นที่ยิ่ง ทำให้การตีธงกลายมาเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เรามักเอามาใช้วัดการเตรียมความ พร้อมและความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนแต่ละชาติไป แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เครียดยังไงไหว...

หลังจากที่เรือเข้าเทียบท่าก็ใช่ว่าจะได้ขึ้นฝั่งกันเลย พวกเราต้องรอกันเป็นชั่วโมงเพื่อเตรียมความพร้อม และจัดแถวเช็คชื่อเพื่อให้แน่ใจว่ามาถึงประเทศไทยกันครบทุกคน ไม่มีใครพลัดตกหกล้ม ตกเรือหายจากกันไปกลางทาง  ในขณะที่รอคอยนี้แต่ละคนต่างก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะฉันที่พ่อกับแม่มานั่งรอที่ท่าเรือคลองเตยด้านล่างแล้วด้วย เพื่อน ๆ ชาติอื่นก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันออกไปยืนโผล่ตรงกาบเรือชมทัศนียภาพของกรุงเทพฯกันเป็นแถว หลังจากที่ทุกชาติพร้อมแล้วเหล่าเจ้าหน้าที่แอดมินก็แจ้งให้กับเจ้าหน้าที่บนฝั่งทราบเพื่อเริ่มพิธี โดยจะเบิกตัวเยาวชนให้เดินลงบันไดเรือทีละชาติพร้อมกับตีธงไปด้วย เยาวชนไทยซึ่งเป็นเยาวชนประเทศเจ้าบ้านจะลงเป็นชาติสุดท้าย ซึ่งนาทีที่พิธีกรข้างล่างกล่าวเบิกตัวเยาวชนไทยแล้วพวกเราค่อย ๆ เดินลงบันไดเรือ ถือธงไตรรงค์ในมือ พร้อมกับเสียงปรบมืออันดังลั่นจากเพื่อนฝูงพี่น้องที่มารอรับเบื้องล่างนั้น มันช่างเป็นนาทีที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ถือเป็นครั้งแรกจริง ๆ นับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการมาอาทิตย์กว่า ๆ ที่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวแทนประเทศไทยจริง ๆ มันรู้สึกภูมิใจแล้วก็ตื้นตันใจจริง ๆ  หลังจากเสร็จพิธีการต่าง ๆ แล้วเยาวชนก็ต้องแยกไปขึ้นรถบัสกันตามกลุ่ม SG เพื่อไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองที่นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพ (แต่ท่านนายกฯไม่มา.. ได้ข่าวว่าไปเปิดสวนสัตว์ไนท์ซาฟารีที่เชียงใหม่) ก่อนจะไปขึ้นรถฉันก็ได้แอบแว๊บไปหาพ่อกับแม่ที่นั่งรออยู่ในเต๊นท์ เห็นแม่ตาแดง ๆ ก็รู้ว่าเพิ่งร้องไห้มา พ่อแอบกระซิบว่าแม่ภูมิใจที่เห็นลูกสาวเดินถือธงชาติลงบันไดเรือมาในฐานะตัวแทน ประเทศไทย แล้วก็แอบเสียใจที่ไม่ได้เอากล้องมาถ่ายรูปไว้ ฉัน เลยบอกว่าไม่เป็นไรเพราะเรามีฝ่าย press ของประเทศ ที่ทำหน้าที่เก็บภาพและถ่ายวิดีโอไว้อยู่แล้วแม่ถึงยิ้มออก จากนั้นก็นัดแนะกันให้พ่อกับแม่ขับรถตามไปยังสถานที่เลี้ยงรับรองซึ่งก็คือ โรงแรมอิมพีเรียลควีนส์พาร์ค สุขุมวิท 22 นั่นเอง

 

 การตีธงลงจากเรือ

แม้เรือจะเข้าเทียบท่าในเมืองไทยแล้ว แต่เยาวชนก็ยังต้องกลับมานอนที่เรืออยู่ ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ไปในทุกประเทศที่เรือแวะ เยาวชนจะค้างที่อื่นได้ก็เฉพาะช่วงที่อยู่โฮมสเตย์เท่านั้น โดยจะต้องไปพักกับครอบครัวอุปถัมภ์นั่นเอง ช่วงกลางวันของวัน ที่สองในเมืองไทยเราแบ่งกลุ่มกันตามหัวข้องอภิปรายเพื่อไปยี่ยมชมสถานที่ที่ เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เราเลือก กลุ่มความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม หรือ Intercultural understanding ของฉันได้ไปเยี่ยมสำนักงานสภาความมั่นคงแห่ง ชาติเพื่อฟังบรรยายเกี่ยวกับการจัดการปัญหาความแตกต่างทางชาติพันธุ์และ วัฒนธรรมในประเทศไทยโดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ จากนั้นก็เดินทางไปเยี่ยมชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีประชาชนชาวพุทธ ชาวคริสต์ และชาวอิสลามอยู่รวมกันในหนึ่งชุมชนอย่างสงบสุข พวกเราสนใจและตื่นเต้นกันมากเลยทีเดียวโดยเฉพาะเพื่อน ๆ ต่างชาติที่ถามคำถามกันตลอดทาง แม้แต่ฉันที่เป็นคนไทยก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่าในกรุงเทพฯ จะมีชุมชนที่น่าสนใจแบบนี้อยู่ ถือเป็นหนึ่งวันที่พวกเราได้ความรู้และสนุกสนานกันมากจริง ๆ

ตกกลางคืนก็ถึงกิจกรรมที่เราเหล่าเยาวชนไทยตั้งตารอด้วยใจระทึก นั่นก็คือ Thai Night ซึ่งเป็นการแสดงศิปะ วัฒนธรรมประจำชาติเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม ซึ่งเยาวชนไทยได้ตระเตรียมการแสดงไว้มากมายหลายชุดสารพันทั้งร้องระบำรำฟ้อน ที่ต้องหวาดหวั่นก็ไม่ใช่อะไร กลัวมันจะล่มเสียกลางคัน เพราะแต่ละคนมืออาชีพทั้งน้านนน.. เห็นแล้วก็ละเหี่ยใจ แววล่มมันเริ่มส่อมาตั้งแต่สี่สาว Four Angels กับ ชุดฟ้อนเล็บที่ขยันลืมท่าที่สุด รำคร่อมจังหวะบ่อยที่สุด และยังนับจังหวะผิด ๆ ถูก ๆ พาลจะล่มกลางเพลงอยู่บ่อย ๆ อีกทั้งชุดการแสดงมวยไทยกับฟันดาบที่ผิดคิวกันบ่อยจนฟกช้ำดำเขียวกันถ้วนหน้า แล้วไหนจะร้องเพลงประสานเสียงที่จะแสดงกันพรุ่งนี้อยู่แล้งแต่ยังจำเนื้อ ร้องกันไม่ได้ แม้แต่ชุดการแสดงสุดอลังการ “สวัสดี be my guest” ที่ทุ่มทุนสร้างหวังให้ตรึงตาตรึงใจผู้ชมก็ยังเต้นกันแบบง่อยเปลี้ยเสียขา ชะรอยเยาวชนไทยปีนี้อาจจะเข้าสู่กลียุคเสียแล้ว เห็นท่าดังนั้นแล้วคงปล่อยไว้ไม่ได้เป็นแน่ เจ๊เป้ผู้เป็นทั้งหัวเรือใหญ่และเจ๊ดันของฝ่ายการแสดงจึงต้องรีบหาทางแก้ไข เป็นการด่วน ในที่สุดเจ๊ก็เกิดไอเดียปิ๊งปั๊ง เจ๊บอกรำไม่ได้ไม่เป็นไรเจ๊มีวิธี ว่าแล้วเจ๊ก็ทุ่มทุนสร้างตะบันเช่าชุดสุดอลังการติดเพชรพลอยวูบวาบ ประหนึ่งเอาสยามนิรมิตร ภูเก็ตแฟนตาเซีย พ่วงด้วยทิฟฟานี่และอัลคาซ่าโชว์มารวมกันก็มิปาน ทั้งเครื่องประดับเพชรนิลจินดาสร้อยแหวนกำไลทองก็ขนมาประโคมโหมแต่งแบบไม่ บันยะบันยังชนิดที่หากแม้นยัยซาร่าแห่ง TV direct มาเห็นเข้าจะต้องตบอกผางพลางร้องว่า “โอ้วว พระเจ้า.. จอร์จคะมันวิเศษมากเลยค่ะ ชั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริง ๆ!” นี่ยังไม่รวมใบหน้าสวยเด่นฝีมือช่างแต่งหน้ามือทองอย่างพี่ยะและพี่พล กับทรงผมกระบังตั้งตระหง่านโดยหนูมุก คุ้กคู ณ เกศสยาม เจ๊เป้แกถือคติว่า “รำไม่สวยไม่เป็นไร เสื้อผ้า-หน้า-ผมต้องพร้อม เครื่องประดับต้องตู้ม บวกกับยิ้มหวาน ๆ เข้าไว้แค่นี้ก็เลิศ...ซ้า” นัยว่าต่างชาติเขาไม่รู้หรอกว่าเรารำผิดหรือถูกแค่เห็นหน้าสวย ๆ กับชุดเริ่ด ๆ ก็เพลินแล้ว และนี่ก็กลายมาเป็นคติที่เหล่าเยาวชนไทยทุกคนถือประจำในใจในยามที่ต้องมีการแสดงทุกชุดซึ่งก็ช่วยให้เรา “แถ” ผ่านไปได้ด้วยดีทุกครั้งไป พอถึงวันจริง Thai Night ก็ ไปได้สวยดังเจ๊ว่า อาจเพราะต่างคนต่างก็มั่นใจในองค์ประกอบรอบข้างอย่างเสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่เจ๊เป้สรรหามาให้เลยพลอยทำให้มีความมั่นใจและกำลังใจเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ประมาณว่าจ้างมาห้าร้อยแต่แม่รำให้ห้าหมื่นเลย พลังมีเท่าไหร่ใส่กันเต็มที่ การแสดงที่เราเตรียมไปนั้นเป็นการนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทยโดย แบ่งออกเป็นสามยุคหลัก ๆ คือ สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ และมีวิธีการถ่ายทอดทั้งในรูปแบบชุดการแสดงต่าง ๆ และการบรรยายประกอบวิดีทัศน์ ซึ่งผู้บรรยายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็อาฮั้นเองละฮ่ะพากย์เสียงคู่กับน้องกฤตย์ ซึ่งบทพูดประกอบที่ได้รับคำชมเชยว่ายอดเยี่ยมเลิศล้ำเหนือคำบรรยายนั้นก็ ต้องยกความดีความชอบให้ เอ น้องสาวแท้ ๆ ของเจ๊ไก่ ณ ดาวล้านดวง ไปเต็ม ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้การแสดงในวันนั้น ผ่านไปได้ด้วยดี เป็นที่กล่าวขวัญถึงไปสามวันแปดวัน

 

Midnight Sun: Chapter 2 (ตอนที่ 2/6)

posted on 19 Jan 2010 22:48 by bantiful

 แปล Midnight Sun : สุริยาในราตรี

 

 

 

 

บทที่ 2 หน้าหนังสือที่เปิดไว้

 

ตอนที่ 2/6  

 

ทุกอย่างจะเรียบร้อย อลิซกระซิบกระซาบ ดวงตาของเธอเหม่อลอย โดยมีแจสเปอร์ใช้มือข้างหนึ่งจูงให้เธอเดินไปข้างหน้าโดยประคองใต้ข้อศอกเธอเบา ๆ ในขณะที่เราทั้งหมดเดินเกาะกลุ่มกันไปยังโรงอาหารอันทรุดโทรม  โรซาลีกับเอ็มเม็ทเดินนำหน้า ท่าทางของเอ็มเม็ทดูน่าขันคล้ายกับบอดี้การ์ดที่หลงเข้าไปอยู่ในแดนศัตรู  โรสก็มีท่าทีระแวดระวังเช่นกัน แต่ดูเหมือนจะเป็นเพราะเธอรู้สึกขุ่นเคืองใจมากกว่ารู้สึกอยากปกป้อง

 

แน่นอนอยู่แล้วล่ะ ผมโอดครวญ พฤติกรรมของพวกเขาช่างไร้สาระ  ถ้าผมไม่มั่นใจว่าผมจะสามารถรับมือกับมันได้ ผมก็คงจะหยุดอยู่บ้านไปแล้ว

 

การที่เช้าอันแสนจะธรรมดาและออกจะสนุกสนานด้วยซ้ำ (หิมะตกเมื่อคืนนี้ แล้วเอ็มเม็ทกับแจสเปอร์ก็ไม่ยอมพลาดโอกาสที่ผมกำลังจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว รุมถล่มผมด้วยลูกระเบิดหิมะ แต่พอเห็นผมไม่สนใจพวกเขาก็เริ่มเบื่อและหันมาขว้างใส่กันเอง)   กลับกลายมาเป็นการระวังภัยจนเกินเหตุอย่างกะทันหันนี้ คงจะดูน่าขันมากเลยทีเดียว ถ้าหากว่ามันไม่น่ารำคาญแบบนี้

 

เธอยังไม่มาเลย  แต่จากทิศที่เธอจะเข้ามา... เธอจะไม่อยู่เหนือลม หากพวกเรานั่งที่โต๊ะเดิม

 

แหงล่ะ  พวกเราจะนั่นที่โต๊ะตัวเดิม หยุดทีเถอะน่า อลิซ เธอกำลังทำให้ฉันเป็นประสาทนะ  ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ

 

เธอกระพริบตาในขณะที่แจสเปอร์ช่วยพาเธอนั่งลง แล้วตาเธอก็เริ่มโฟกัสที่ใบหน้าผมอีกครั้ง

 

อืม เธอพูดขึ้น  น้ำเสียงฟังดูประหลาดใจ ฉันคิดว่าเธอพูดถูกล่ะ

 

ผมเกลียดที่ต้องตกเป็นจุดศูนย์กลางของความกังวลของทุกคน  ผมรู้สึกเห็นใจแจสเปอร์ขึ้นมาทันใดเมื่อนึกถึงตอนที่พวกเราคอยห้อมล้อมปกป้องเขา เขาสบตาผมครู่เดียวแล้วก็ยิ้ม

 

มันน่ารำคาญใช่ไหมล่ะ?

 

 ผมเบ้หน้าให้เขาแทนคำตอบ

 

มันเพิ่งจะอาทิตย์ที่แล้วเองไม่ใช่หรือที่ผมรู้สึกว่าห้องกว้างสีทึม ๆ นี้ช่างน่าเบื่อเหลือใจ เพียงแค่นั่งอยู่ที่นี่ก็ทำให้ผมรู้สึกอยากจะหลับเสียให้ได้ประหนึ่งคนไข้อาการโคม่า

 

แต่วันนี้ประสาททุกเส้นของผมกลับเครียดเขม็งเกลียวราวกับสายเปียโนที่ตึงเปรี๊ยะพร้อมจะบรรเลง ขอเพียงแค่มีแรงกดเพียงน้อยนิด  ประสาทสัมผัสของผมตื่นตัวเต็มที่ ผมตรวจจับทุกเสียง ทุกภาพ ทุกการเคลื่อนไหวของอากาศที่มาสัมผัสผิวกาย และทุก ๆ ความคิด  ผมให้ความสำคัญกับความคิดเป็นพิเศษ มีเพียงประสาทสัมผัสเดียวที่ผมปิดกั้นไว้ ไม่ยอมใช้ นั่นคือการดมกลิ่น แน่นอนอยู่แล้ว  ผมไม่ได้หายใจเลย

 

ผมคาดหวังว่าจะได้ยินอะไรเกี่ยวกับครอบครัวคัลเลนในเหล่าความคิดที่ผมอ่าน ผมคอยฟังตลอดทั้งวัน ค้นหาความคิดของเพื่อนใหม่คนใดก็ตามที่เบลล่า สวอนน่าจะเล่าอะไรให้ฟัง เพื่อจะดูว่ามีข่าวซุบซิบอะไรใหม่ ๆ บ้าง  แต่ก็ไม่มีอะไรเลย  ไม่มีใครสังเกตแวมไพร์ห้าตนที่นั่งอยู่ในโรงอาหารนี้ ไม่ต่างไปจากก่อนที่เด็กใหม่จะย้ายมา  มนุษย์หลายคนยังคงนึกถึงเด็กสาวคนนั้นและยังคงคิดเรื่องเดิม ๆ เหมือนสัปดาห์ที่แล้ว แต่แทนที่จะพบว่านี่เป็นเรื่องน่าเบื่อ ผมกลับมองว่ามันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก

 

เธอไม่ได้เล่าเรื่องผมให้ใครฟังเลยหรือ?

 

เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะไม่สังเกตเห็นสายตาอาฆาตมาดร้ายของผม ผมเห็นเธอมีปฏิกิริยาต่อมันด้วยนี่นา  ผมทำให้เธอกลัวอย่างแน่นอน  ผมคาดไว้ว่าเธอจะต้องเล่าให้ใครสักคนฟัง หรืออาจจะใส่สีตีไข่ให้เรื่องราวมันมีสีสันมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ  หรืออาจว่าร้ายผมเสีย ๆ หาย ๆ

 

จากนั้นเธอยังได้ยินว่าผมจะขอเปลี่ยนวิชาเรียนไม่เรียนวิชาชีววิทยาที่เราต้องเรียนด้วยกันอีก หลังจากเห็นปฏิกิริยาของผมแล้วเธอจะต้องสงสัยแน่ว่าเธอเป็นสาเหตุของเรื่องนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่ว ๆ ไปก็ย่อมจะต้องเล่าให้คนอื่นฟังแล้วถามความเห็นว่าคนอื่นเคยเจอประสบการณ์แบบเธอหรือไม่ เพื่อเอามาเปรียบเทียบหาจุดที่เหมือนกันที่จะนำมาอธิบายพฤติกรรมของผมเพื่อให้รู้ว่าเธอไม่ได้คิดไปเองคนเดียว

 

มนุษย์มักมีความต้องการที่จะทำตัวให้ปกติอยู่ตลอดเวลา ต้องการการยอมรับเข้าสังคม ต้องการที่จะทำตัวให้กลมกลืนกับคนรอบข้างประหนึ่งฝูงแกะที่แลดูเหมือนกันไปหมด และความต้องการนี้ก็จะยิ่งมีความรุนแรงมากเป็นพิเศษในช่วงวัยรุ่นที่มักรู้สึกขาดความมั่นใจ  และเด็กผู้หญิงคนนี้ก็เช่นกัน ไม่น่าจะมีข้อยกเว้น

 

แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจพวกเราที่นั่งอยู่ที่โต๊ะประจำของเราตรงนี้เลย  เบลล่าจะต้องเป็นคนที่ขี้อายมากแน่ ๆ หากว่าเธอไม่ได้เล่าอะไรให้ใครฟังเลย  บางทีเธออาจจะเล่าให้พ่อของเธอฟัง เธออาจจะผูกพันกับพ่อมาก... ถึงแม้ว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ เมื่อดูจากตลอดเวลาที่เธอเติบโตมานั้นเธอใช้เวลากับพ่อน้อยมาก  เธอน่าจะผูกพันกับแม่มากกว่า  จะอย่างไรก็แล้วแต่ ผมคงต้องหาโอกาสเฉียดไปใกล้สารวัตรสวอนบ้างแล้วเร็ว ๆ นี้ เพื่อฟังว่าเขาคิดอะไรบ้าง

 

มีอะไรใหม่ ๆ บ้างไหม? แจสเปอร์ถาม

 

ไม่เลย  เธอ... คงจะไม่ได้เล่าอะไรเลย

 

พวกเขาต่างเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจกับข่าวนี้

 

บางทีนายอาจจะไม่น่ากลัวอย่างที่นายคิดก็ได้ เอ็มเม็ทพูดพลางหัวเราะ  พนันได้เลยว่าฉันทำให้เธอกลัวได้มากกว่านั้นแน่ ๆ

 

ผมกลอกตาใส่เขา

 

สงสัยจังว่าทำไม... เขามีสีหน้าฉงนอีกครั้ง นึกถึงเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังว่าผมไม่สามารถฟังเสียงความคิดของเด็กผู้หญิงคนนั้นได้

 

เราคุยเรื่องนั้นกันแล้ว แล้วฉันก็บอกแล้วไงว่าไม่รู้

 

เธอกำลังจะมาแล้ว อลิซกระซิบกระซาบ ผมรู้สึกว่าร่างกายเกร็งแข็งทื่อขึ้นมาทันใด พยายามทำตัวให้ดูเป็นมนุษย์กันหน่อยล่ะ

 

เธอว่าให้ทำตัวเหมือนมนุษย์ใช่ป่ะเอ็มเม็ทถาม

 

เขายกกำปั้นขวาขึ้นมาให้เห็น ขยับนิ้วโชว์ให้เห็นก้อนหิมะที่เขากำไว้ในมือ แน่นอนว่ามันไม่ละลายในมือเขา เขากำมันแน่นเสียจนมันกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง  เขาจ้องไปที่แจสเปอร์แต่ผมอ่านทิศทางความคิดเขาออก แน่นอนว่าอลิซก็เห็นมันเช่นกัน เมื่อเขาขว้างก้อนน้ำแข็งไปที่เธออย่างรวดเร็ว เธอจึงใช้นิ้วมือปัดมันออกไปอย่างสบาย ๆ ก้อนน้ำแข็งกระเด็นข้ามไปยังอีกฟากของโรงอาหารด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่สายตามนุษย์จะมองเห็น และพุ่งเข้าชนผนังห้องจนเป็นรอยร้าว  ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงมุมนั้นต่างมองไปที่เศษน้ำแข็งแตกละเอียดที่กองอยู่บนพื้นเป็นตาเดียว พร้อมกับมองกลับมาหาตัวผู้อยู่เบื้องหลัง  แต่ก็ไม่มีใครมองไกลเกินกว่าสามสี่โต๊ะที่ถัดออกมาจากผนังเลย  ไม่มีใครมองมาทางเรา

 

เหมือนมนุษย์มากเลยนะ เอ็มเม็ท โรซาลีประชด ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ทำไมไม่ชกกำแพงให้ทะลุไปเลยล่ะ

แบบนั้น มันจะดูน่าประทับใจกว่าเยอะเลยนะคะที่รัก

 

 

 

หายไปนาน

posted on 19 Jan 2010 22:22 by bantiful

ต้องขอโทษแฟนนานุแฟนบล็อกด้วยค่ะ (มีกับเค้าด้วยเหรอ) ที่หายหน้าหายตาไปนาน ไม่มาโพสต์เสียที  โดยเฉพาะแฟน ๆ Midnight Sun ที่เพิ่งแปลได้ยังไม่จบบทที่สองเลย 

เหตุก็เนื่องมาจากว่าตอนนี้มีงานเยอะค่ะ เป็นงานแปลเอกสารแบบที่ทำแล้วได้ตังค์  งานแปลสนุก ๆ แบบแปลลงบล็อกนี้เลยต้องขอเบรคเอาไว้ก่อน  เอาไว้มีเวลาว่างมากกว่านี้ หรือหากไม่ว่างแต่ก็ถ้าหากว่ายุ่งจนชินและจัดสรรเวลาได้ลงตัวแล้วก็คงจะได้กลับมาเขียนอีกนะคะ

ตอนนี้คงต้องขอชะแว๊บไปทำเงินก่อนค่า

 

 

 

 

วันแรกของการใช้ชีวิตบนเรือที่แล่นอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรแปซิฟิกก็ได้เริ่มขึ้น  พอออกทะเลปุ๊บเหลียวซ้ายแลขวา คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเลจริง ๆ ไปไหนก็ไม่ได้ หันไปทางไหนก็เจอแต่หน้าเพื่อน เบื่อกันแค่ไหนก็ไม่มีที่ให้หนีไปซ่อนเพราะเรือมันก็ม่อยู่แค่นี้ ถึงได้เข้าใจถ่องแท้ถึงภาษิตที่ว่า ลงเรือลำเดียวกัน

 หลังจากตกใจตื่นด้วยมอร์นิ่งคอล (อีกแล้ว..เมื่อไหร่จะเลิกตะโกนปลุกกันเสียที) ฉันก็กระวีกระวาดรีบลุก (และปีน) ลงจากเตียง (ชั้นสอง) เช้านี้จะมัวซึมเซาอยู่มิได้เพราะเป็นวันแรกของกิจกรรมออกกำลังกายยามเช้าหรือ morning exercise ซึ่งกิจกรรมนี้จะจัดเฉพาะช่วงที่เรือแล่นอยู่กลางทะเลเท่านั้น สตรีผู้นิยมความเฮฮาเป็นหมู่คณะอย่างฉันมีหรือจะยอมพลาด ตื่นมาเจ็ดโมงล้างหน้าแปรงฟัน (น้ำยังไม่ต้องอาบ... เดี๋ยวไม่ทัน) เปลี่ยนจากชุดนอนเป็นชุดกีฬา (รหัสชุด Attire D1) มุ่งหน้าสู่ดาดฟ้าเรือหรือ Sport deck เพื่อรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ เยาวชนคนอื่น ๆ ทันที การออกกำลังกายที่นำโดยกลุ่ม SG A ในวันนี้ก็คือการเต้นแอโรบิกธรรมดา ๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในเมืองไทย ตามสถานที่ราชการหรือสวนสาธารณะในตอนเย็น ๆ นั่นแล  แต่มันสนุกตรงที่เต้นรวม ๆ กันหลาย ๆ ชาติ เพลงที่ขนเอามาเปิดเต้นประกอบก็มีหลายเวอร์ชั่นสารพัดภาษา ขึ้นอยู่กับสัญชาติของดีเจ 

 เสร็จตอนแปดโมงก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว จะอาบน้ำ จะกินข้าว หรือจะเดินเล่นกาบเรือชมทะเลยามเช้าก็แล้วแต่จะโปรด  เพราะว่าโดยปกติกิจกรรมบนเรือนั้นจะไม่เริ่มจนกว่าจะสิบนาฬิกาตรงของทุกวัน ดังเช่นเช้านี้ กิจกรรมที่อยู่ในตารางที่ระบุไว้ในคัมภีร์อรหันต์โปรแกรมไฟล์ของเราได้แก่ กิจกรรม discussion อีกหน  จากที่ทำความรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่วันก่อนนู้น วันนี้ก็ได้เริ่มเข้าเนื้อหาสาระ (อย่าเพิ่งง่วง...)  วันนี้สังเกตได้ว่าสมาชิกในกลุ่มอภิปรายนั้นบางตาลงเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะเรือเริ่มแล่นแล้ว หลาย ๆ คนจึงเริ่มเกิดอาการคลื่นเหียนเวียนหัวลากสังขารมาเข้ากลุ่มไม่ไหว เมาเรือนอนซมอยู่ที่เคบิน หนึ่งในนั้นก็มีไจโรเพื่อนรักของฉันเอง ซึ่งลำบากให้ฉันต้องเป็นธุระส่งข้าวส่งน้ำ ส่วนพวกที่เหลือก็มากันแบบสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ดูผะอืดผะอมพาลจะคายของเก่าใส่ถุงอ้วกที่อุตส่าห์ถือติดมือมาด้วยอยู่เนือง ๆ  แต่สำหรับฉัน สตรีผู้มีคำนำหน้าชื่อว่า เภสัชกรหญิงแล้ว มีหรือจะปล่อยให้ตัวเองเมาเรือง่าย ๆ กระเดือกยาแก้เมาเรือลงคอไปตั้งแต่ตื่นนอนแล้วเว้ย...  มิหนำซ้ำยังพกมาเผื่อเพื่อนอีกค่อนลำเรือ ฮ่า ๆ ๆ วันนั้นทั้งวันเยาวชนไทยเลยมาร่วมกิจกรรมได้ค่อนข้างครบ  (เพราะได้ยาดี) สร้างความแปลกใจแก่เพื่อนชาติอื่นเป็นที่ยิ่ง

 นอกจากการอภิปรายกลุ่มระหว่างชาติแล้ว ในช่วงเย็นของวันนี้เรายังมีกิจกรรมสำคัญอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ การแสดงศิลปะวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ หรือ cultural show เพื่อแนะนำประเทศแต่ละประเทศ  ซึ่งในคืนแรกบนเรือนั้นเจ้าบ้านประเทศแรกอย่างมาเลเซียก็ได้รับเกียรติแนะนำตัวก่อนใคร ซึ่งการแสดงของมาเลเซียนั้นมีคอนเซ็ปท์ว่า Malaysia… truly Asia ซึ่งนำเสนอความหลากหลายของชาติพันธุ์และวัฒนธรรมผ่านการแสดงสุดอลังการ ให้เห็นว่ามาเลเซียนั้นประกอบไปด้วยผู้คนต่างเชื้อชาติต่างภาษา ทั้งแขก จีน มาเลย์ แต่สามารถอยู่รวมผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว ประหนึ่งว่าเอาสีสีนสารพันของทั้งทวีปเอเซียมาแต่งแต้มรวมไว้ในประเทศมาเลเซียแห่งเดียวนี้แล้วนั่นเอง ดังนั้นใครอยากไปเที่ยวทั่วเอเชียแต่มีเวลาน้อย ขอแนะนำที่นี่เลย Malaysia… truly Asia

 การแสดงศิลปะวัฒนธรรมนี้ปกติจะจัดให้มีขึ้นทุกคืนในขณะที่เรือแล่นอยู่กลางมหาสมุทร ยกเว้นก็แต่วันไหนที่มีกำหนดการแทรกเฉพาะกิจอย่างอื่นเข้ามา เช่น ปาร์ตี้ต่าง ๆ ที่เหล่าเยาวชนเรียกร้อง หรืองานประกวดความงามอย่าง Mister and Miss Nippon Maru Contest เป็นต้น ซึ่งลำดับของการแสดงศิลปะวัฒนธรรมประจำชาตินั้นจะเรียงไปตามลำดับประเทศที่เรือเข้าแวะ ดังนั้นวันที่สองของการแล่นเรือจึงเป็นคิวการแสดงของกัมพูชาซึ่งแม้ปีนี้จะมิได้รับเป็นเกียรติเป็นเจ้าภาพต้อนรับเยาวชนทั้งเรืออย่างเต็มตัวเนื่องจากยังขาดความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน แต่ก็ได้เปิดโอกาสให้เหล่าหัวหน้าคณะ (National leader: NL) และ ผู้นำเยาวชน (Youth leader: YL) ของแต่ละชาติได้ไปเยี่ยมเยือนกรุงพนมเปญโดยทางเครื่องบินและเข้าเฝ้าสมเด็จฮุนเซ็นในวันเดียวกันกับที่เยาวชนส่วนที่เหลือไปเยี่ยมชมปูตราจายาที่มาเลเซียนั้นแล 

หลังจากชมการแสดง Cambodian night แล้วถึงได้ซาบซึ้งถึงความเหมือนอย่างแรงของคนไทยกับคนกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงกันจนแยกไม่ออก (จะผิดก็แต่สาวไทยเราจะร่างสูงใหญ่ไซส์นางแบบมากกว่านัก ทั้งนี้ต้องยกอานิสงส์ให้ผลิตภัณฑ์นมหนองโพโฟร์โมสต์และไก่ทอดเคเอฟซี)  ความเหมือนทางด้านวัฒนธรรมการร้องรำทำเพลงก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่น่าสังเกต เห็นได้ชัด ๆ จากเพลงรำวงเขมรนั้นมีจังหวะจะโคนสนุกเร้าใจ มันส์สะเด็ดไม่ต่างจากลูกทุ่งบ้านเราเลยทีเดียว ทำเอาพี่ไทยพอได้ฟังเพลงฮิต อาหรับปียา.. ยา..ยา.. แล้วชักอยากจะลุกขึ้นมารำวงเชิ้บ เชิ้บ โชว์ลีลาควักกะปิ ด๊าว ด่าว กับเขาบ้างเลยทีเดียว

 ตีห้ากับอีกสองนาที ของเช้าวันที่ 16 พฤศจิกายน...  แม้นาฬิกาข้อมือที่หัวเตียงจะบอกเวลาว่าฉันเพิ่งจะเข้านอนไปได้ยังไม่ถึงสี่ชั่วโมงดี แต่ฉันก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นกะปรี้กะเปร่าอย่างผิดปกติวิสัย ทั้งนี้เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญของเหล่าเยาวชนไทยเนื่องจากเป็นพิธีอัญเชิญธงชาติของประเทศไทยเราเอง สำหรับพวกเราทุกคน นี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งแรกและเพียงครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้อัญเชิญธงชาติไทยบนเรือนิปปอนมารูซึ่งแล่นอยู่ในน่านน้ำของแผ่นดินมาตุภูมิและสำหรับฉันแล้ววันนี้ยิ่งทวีความสำคัญไปอีกโขเมื่อฉันได้รับหน้าที่อันทรงเกียรติเป็นตัวแทนเยาวชนไทยทั้งหมดในการดำเนินพิธีการอัญเชิญธงในเช้าวันนี้ในฐานะพิธีกรของงาน  หลังจากสาละวนกับการจัดแจงแต่งเสื้อผ้าหมุนซ้ายหมุนขวาหน้ากระจกจนมั่นใจในชุดสูท A1 เวอร์ชั่นผ้าพันคอสีชมพูแดงแล้ว ฉันก็ไม่ลืมที่จะคว้าบทพูดพิธีกรที่อุตส่าห์นั่งเขียนเอาสด ๆ เมื่อวานนี้ติดมือไปด้วย (ซึ่งบทพูดอันนี้แหละที่มีพี่น้องชาติต่าง ๆ วนเวียนมาขอยืมไปใช้ ประมาณว่าจัดพิธีเชิญธงเมื่อใดก็ใช้สคริปต์ของเราอันนี้แหละ จะเปลี่ยนก็แค่หน้าพิธีกรกับชื่อประเทศเท่านั้นเอง ซึ่งก็ทำให้พี่ไทยเราแอบภูมิใจอยู่ลึก ๆ)

บนดาดฟ้าเรือ สถานที่สารพัดประโยชน์สำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้งนานาชนิดที่ขณะนี้ได้ถูกเนรมิตรให้กลายมาเป็นเวทีเชิญธงชาติสำหรับพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์ในเช้าวันนี้ไปแล้ว ฉันก็พบได้กับเพื่อพ้องน้องพี่เยาวชนไทย บางส่วนที่ได้มารออยู่ก่อนด้วยท่าทีที่สดชื่นพอ ๆ กับฉันเลยทีเดียว

 หลังจากซักซ้อมพิธีการ และทำความเข้าใจกันจนพอใจทั้งเยาวชนและเจ้าหน้าที่แอดมินแล้ว ก็ยังเหลือเวลาอีกกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้เริ่มพิธีจริง ๆ พวกเราจึงได้มีโอกาสพูดคุยเล่นหัวกันอย่างสนุกสนาน ยิ่งได้รู้ว่าเรือจะไปถึงกรุงเทพฯ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้วก็ยิ่งคึกคัก ตื่นเต้น บางคนคึกจัดถึงกับลุกขึ้นมาร้องเพลงเจ้าขุนทอง เพลงฮิตจากรายการดังสมัยยังเด็ก นัยว่าให้เข้ากับบรรยากาศยามเช้า อรุณเบิกฟ้า  นกกาโบยบิน.. ว่าไปนั่น บ้างก็จับกลุ่มเม้าท์เรื่องที่จะต้องทำเมื่อกลับไปถึงบ้าน บ้างก็หามุมสวย ๆ ชักรูปกับพระอาทิตย์ยามเช้าไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่ง (และครั้งเดียว) ตูก็ได้ตื่นเช้าก่อนตะวันกะเค้าเหมือนกัน.. บ้างก็เอาโทรศัพท์มือถืออกมาเดินวนเวียนหาคลื่นประหนึ่งเดินสงบจิตเจริญกรรมฐานจงกรมรอบดาดฟ้าเรือ  จนเมื่อเห็นเพื่อนชาติต่าง ๆ ทะยอยขึ้นมาสมทบนั่นแลถึงได้กลับมาเข้าประจำตำแหน่งที่แถวของตนอีกครั้ง ในพิธีการอัญเชิญธงชาติครั้งนี้เราใช้เยาวชนไทย 11 คนในการเชิญธงของ 11 ชาติ ส่วนเยาวชนที่เหลือก็เข้าแถวร้องเพลงชาติรวมกับเยาวชนชาติอื่น ๆ อยู่ด้านล่าง ส่วนฉันเองผู้เป็นพิธีกรของงานก็ต้องยืนประจำตำแหน่งด้านหน้าเวที  เมื่อเวลาเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีไม่ขาดไม่เกินคุณเจ้าหน้าที่แอดมินก็ได้ให้สัญญาณให้ฉันเริ่มพิธีได้ แม้ฉันจะเคยเป็นพิธีกรมาแล้วหลายในหลายโอกาส ทั้งงานเล็ก งานใหญ่ งานราษฎร์ งานหลวง งานไทย หรือแม้กระทั่งงานอินเตอร์ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติเป็นอย่างเหลือล้นที่ได้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรตัวแทนของประเทศไทยที่ฉันรักยิ่ง

 กิจกรรมในช่วงเช้าต่อจากพิธีเชิญธงก็คือกิจกรรมอภิปรายกลุ่มอีกรอบ แต่คราวนี้เหล่าเยาวชนต่างก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เอาแต่ตั้งตาชะเง้อชะแง้รอดูว่าเมื่อไหร่เรือจะถึงกรุงเทพฯ เสียที โดยเฉพาะเหล่าเยาวชนไทย พอมีคลื่นโทรศัพท์ขึ้นมาสักหนึ่งขีดก็ดีใจเป็นล้นพ้นผลัดกันโทรผลัดกันคุยอย่างลิงโลด กิจกรรมอภิปรายวันนี้ก็เลยดูจะกร่อย ๆ เพราะแต่ละคนสมาธิแตกซ่านกันหมดแล้ว เอาแต่แอบมองออกนอกหน้าต่างเรืออยู่เรื่อย ๆ เห็นเกาะแก่งทีก็ชี้ชวนกันดูพลางถกเถียงว่านั่นเกาะสมุยหรือเกาะเต่าหนอ  จนคุณเหล็งเหล็ง ผู้นำอภิปรายคนเก่งประจำกลุ่มของเราต้องเปลี่ยนแผนกระทันหัน จากเดิมที่ต้องอภิปรายเคร่งเครียดกันต่อก็งดไว้ชั่วคราว  เปลี่ยนเป็นการออกไปซ้อมเชียร์แบบเฮฮาที่กาบเรือแทนให้ได้เห็นวิวชัด ๆ กันไปเลย จริง ๆ แล้วก็น่าดีใจที่เยาวชนชาติอื่น รู้สึกตื่นเต้นกับการมาเยือนกรุงเทพฯ มากขนาดนี้ จากที่สอบถามดูใคร ๆ ก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากมากรุงเทพฯ มานานแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยากมาช็อปปิ้งกันทั้งนั้น เพราะพี่ไทยเราดังเรื่องข้าวของสินค้าที่ทั้งดีทั้งถูกนั่นเอง ทำเอาเยาวชนไทยเรายิ้มแก้มแทบปริ ปลื้มอกปลื้มใจนักหนา  แต่แล้วเมื่อตอนออกมายืนที่กาบเรือรอยยิ้มที่เคยระบายอยู่บนไปหน้าก็เหือดหายไปสิ้นเมื่อได้เห็นเยาวชนชาติอื่นชี้ชวนกันดูน้ำทะเลที่เคยเป็นสีฟ้าเข้มสดใสเมื่อตอนที่ออกมาจากมาเลเซียที่บัดนี้ได้กลายมาเป็นสีโคลนขุ่น ๆ ดำ ๆ ไปเสียแล้ว พี่เก๋หัวหน้าเยาวชนของเรามองเห็นแล้วจึงหันมาหาฉัน ทำไงดี... บอกพวกนี้ว่ายังไงดีล่ะว่าทำไมน้ำทะเลมันดำ  อ้าวพี่เก๋.. ไม่บอกไปตามตรงล่ะว่าบ้านเรามลพิษเยอะ.. แต่แหม..ตอนนั้นก็เข้าใจหัวอกพี่เก๋หรอกที่อยากจะกู้หน้าให้ประเทศชาติ แต่มันก็จนปัญญาจะไปแก้ตัวอย่างไรไหวหลักฐานมันทนโท่  แต่สักพักพี่เก๋แกก็นึกขึ้นมาได้ นี่ ๆ พี่นึกออกแล้ว บอกเค้าไปสิว่าที่ขุ่น ๆ เนี่ยคือดินแม่น้ำพัดมา ไม่ใช่มลพิษ! เอาตามนี้นะ นัดแนะเพื่อนๆ คนอื่นให้ตอบให้ตรงกันด้วย!” โห..พี่เก๋คิดได้ไงเนี่ย นี่แถมจะชักชวนให้สตรอเบอร์แหลกันทั้งคอนทินเจนท์เชียว  เอาวะ..ไหน ๆ ก็มาถึงขั้นนี้ ในเมื่อหัวหน้าสั่งมา ยังไงก็คงต้องว่าตามกัน ว่าแล้วเมื่อตอนที่สาวเซลิน่าเพื่อนชาวบรูไนเอ่ยขึ้นว่า ทะเลดำจัง ฉันก็ตอบออกไปแบบเนียน ๆ ว่า อ๋อ พอดีตรงนี้มันเป็นปากแม่น้ำน่ะจ้ะ เป็นจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงสู่ทะเลพอดี จึงพัดพาเอาเศษตะกอนดินลงมาในทะเลด้วย ไม่ใช่มลพิษอะไรหรอก ดินตะกอนปากแม่น้ำเนี่ยปกติเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มากเลยน้า...น่าน เอาหลักการทางภูมิศาสตร์เข้าว่าแถมด้วยความรู้ทางชีววิทยาอีกนิด ว่าแล้วก็ตบท้ายด้วยรอยยิ้มอย่างผู้รู้จริงแล้วก็เดินจมูกเชิดจากไป นึกกระหยิ่มในใจ  บ๊ะ..เรานี่มันช่างแสดงได้สมบทบาทคงจะกวาดรางวัลสุพรรณหงษ์ ลูกโลกทองคำมานอนกอดได้สบาย แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง นี่หล่อน..ดินตะกอนแม่น้ำนี่ยังพอฟังขึ้น แต่ไอ้ถุงพลาสติกที่ลอยเท้งเต้งเกลื่อนกลาดพวกนี้ล่ะจะว่ายังไงอ้าวนังไจโรเพื่อนรักไม่ช่วยกันทำมาหากินแล้วยังจะเอามาแฉให้ได้อายอีกเรอะ!

 

 

 

 

สวยธรรมชาติ (เหรอ?)

posted on 04 Oct 2009 22:14 by bantiful

(repost from my Windows Live blog)

มีโอกาสได้อ่านการ์ตูนของ วาน วาน (ดังรูปข้างล่าง)

(บทพูดของการ์ตูนข้างบน ในกรณีที่อ่านไม่ชัด)
วานวาน:เคยได้ยินผู้ชายพูดอย่างงี้...
ชาย: ทำไมผู้หญิงต้องแต่งหน้าด้วย สวยธรรมชาติก็พอแล้ว
วานวาน: (ไม่แต่งหน้า โทรมสุด ๆ)
ชาย: จ๊าก! ผีเข้าหรือเสี้ยนยามาเนี่ย?
ชาย:ผู้หญิงใส่สายเดี่ยวกระโปรงสั้นน่ารักที่ซู้ด
วานวาน: (ใส่สายเดี่ยวกระโปรงสั้น ดูล่ำสุด ๆ )
ชาย:(ทำหน้าเหยียดหยาม) จะใส่อะไรก็ดูหุ่นตัวเองหน่อยสิ
วานวาน: (ยัวะสุด ๆ) ทฤษฎีพวกนี้ใช้ได้เฉพาะผู้หญิงที่เกิดมาสวยเลือกได้เท่านั้นแหละ! ไม่รู้จริงก็อย่าพูดมั่ว ฉันลองทำมาทุกอย่างแล้ว!!
.......
สตรีหลายนางอ่านการ์ตูนกรอบนี้แล้วก็คงจะโดนใจไม่มากก็น้อย ส่วนตัวข้าพเจ้าเองยอมรับว่ามีประสบการณ์ตรงแบบนี้มาเหมือนกัน อยากจะบอกว่าผู้ชายนั้นมีความเข้าใจเรื่องพวกนี้ต่ำจริง ๆ  ขอเล่าหน่อย...
วันนั้นนั่งมอไซค์รับจ้างหน้าปากซอย พอไปถึงที่หมาย กำลังจะจ่ายเงิน ลุงคนขับก็มองหน้าเราแล้วชมว่า "หนูนี่สวยดีนะ ไม่ใช่สวยแบบดารานะ แต่สวยเป็นธรรมชาติ ลุงว่าผู้หญิงเนี่ยไม่ต้องแต่งหน้าหรอก  ปล่อยเป็นธรรมชาติแบบหนูนี่ล่ะ ลุงว่าสวยดี"
โห.. ตอนแรกแอบปลื้ม  แต่ฟังไปฟังมาแทบจะหัวเราะพรืด  ก็แหมคุณลุงคะ เมื่อเช้านี้กว่าหนูจะออกจากบ้านได้ ก็ต้องเสียเวลาประโคมโหมแต่ง ทั้งแป้งสีนู้ดแบบธรรมชาติ คอนซีลเลอร์ใต้ตา ลบรอยหมองคล้ำ อายแชโดว์สีพาสเทลแบบอ่อนเป็นธรรมชาติ และบรัชออนสีอมชมพูระเรื่อแบบมีเลือดฝาด ตามด้วยลิปกลอสอีกนิดให้ปากดูชุ่มชื้น กว่าจะได้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติเยี่ยงนี้ ไม่ใช่ง่าย ๆ นะคะลุง
เฮ้อ.. ฤาผู้ชายจะไม่รู้ว่าผู้หญิงที่ปล่อยหนังหน้าให้เป็นไปตามธรรมชาติ (ซึ่งโดยมากมักลงเอยด้วยการถูกทักว่าโทรม) กับผู้หญิงที่ดูสวยแบบเป็นธรรมชาติ (ซึ่งเกิดจากฝีมือการแต่งหน้าขั้นเทพ) นั้นเป็นคนละสปีชี่ส์กัน?
จะบอกให้ว่าในโลกนี้ ผู้หญิงขี้เหร่น่ะไม่มีหรอก มีก็แต่ผู้หญิงขี้เกียจ (แต่งหน้า) เท่านั้นแหละ