วันแรกของการใช้ชีวิตบนเรือที่แล่นอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรแปซิฟิกก็ได้เริ่มขึ้น  พอออกทะเลปุ๊บเหลียวซ้ายแลขวา คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเลจริง ๆ ไปไหนก็ไม่ได้ หันไปทางไหนก็เจอแต่หน้าเพื่อน เบื่อกันแค่ไหนก็ไม่มีที่ให้หนีไปซ่อนเพราะเรือมันก็ม่อยู่แค่นี้ ถึงได้เข้าใจถ่องแท้ถึงภาษิตที่ว่า ลงเรือลำเดียวกัน

 หลังจากตกใจตื่นด้วยมอร์นิ่งคอล (อีกแล้ว..เมื่อไหร่จะเลิกตะโกนปลุกกันเสียที) ฉันก็กระวีกระวาดรีบลุก (และปีน) ลงจากเตียง (ชั้นสอง) เช้านี้จะมัวซึมเซาอยู่มิได้เพราะเป็นวันแรกของกิจกรรมออกกำลังกายยามเช้าหรือ morning exercise ซึ่งกิจกรรมนี้จะจัดเฉพาะช่วงที่เรือแล่นอยู่กลางทะเลเท่านั้น สตรีผู้นิยมความเฮฮาเป็นหมู่คณะอย่างฉันมีหรือจะยอมพลาด ตื่นมาเจ็ดโมงล้างหน้าแปรงฟัน (น้ำยังไม่ต้องอาบ... เดี๋ยวไม่ทัน) เปลี่ยนจากชุดนอนเป็นชุดกีฬา (รหัสชุด Attire D1) มุ่งหน้าสู่ดาดฟ้าเรือหรือ Sport deck เพื่อรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ เยาวชนคนอื่น ๆ ทันที การออกกำลังกายที่นำโดยกลุ่ม SG A ในวันนี้ก็คือการเต้นแอโรบิกธรรมดา ๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในเมืองไทย ตามสถานที่ราชการหรือสวนสาธารณะในตอนเย็น ๆ นั่นแล  แต่มันสนุกตรงที่เต้นรวม ๆ กันหลาย ๆ ชาติ เพลงที่ขนเอามาเปิดเต้นประกอบก็มีหลายเวอร์ชั่นสารพัดภาษา ขึ้นอยู่กับสัญชาติของดีเจ 

 เสร็จตอนแปดโมงก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว จะอาบน้ำ จะกินข้าว หรือจะเดินเล่นกาบเรือชมทะเลยามเช้าก็แล้วแต่จะโปรด  เพราะว่าโดยปกติกิจกรรมบนเรือนั้นจะไม่เริ่มจนกว่าจะสิบนาฬิกาตรงของทุกวัน ดังเช่นเช้านี้ กิจกรรมที่อยู่ในตารางที่ระบุไว้ในคัมภีร์อรหันต์โปรแกรมไฟล์ของเราได้แก่ กิจกรรม discussion อีกหน  จากที่ทำความรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่วันก่อนนู้น วันนี้ก็ได้เริ่มเข้าเนื้อหาสาระ (อย่าเพิ่งง่วง...)  วันนี้สังเกตได้ว่าสมาชิกในกลุ่มอภิปรายนั้นบางตาลงเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะเรือเริ่มแล่นแล้ว หลาย ๆ คนจึงเริ่มเกิดอาการคลื่นเหียนเวียนหัวลากสังขารมาเข้ากลุ่มไม่ไหว เมาเรือนอนซมอยู่ที่เคบิน หนึ่งในนั้นก็มีไจโรเพื่อนรักของฉันเอง ซึ่งลำบากให้ฉันต้องเป็นธุระส่งข้าวส่งน้ำ ส่วนพวกที่เหลือก็มากันแบบสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ดูผะอืดผะอมพาลจะคายของเก่าใส่ถุงอ้วกที่อุตส่าห์ถือติดมือมาด้วยอยู่เนือง ๆ  แต่สำหรับฉัน สตรีผู้มีคำนำหน้าชื่อว่า เภสัชกรหญิงแล้ว มีหรือจะปล่อยให้ตัวเองเมาเรือง่าย ๆ กระเดือกยาแก้เมาเรือลงคอไปตั้งแต่ตื่นนอนแล้วเว้ย...  มิหนำซ้ำยังพกมาเผื่อเพื่อนอีกค่อนลำเรือ ฮ่า ๆ ๆ วันนั้นทั้งวันเยาวชนไทยเลยมาร่วมกิจกรรมได้ค่อนข้างครบ  (เพราะได้ยาดี) สร้างความแปลกใจแก่เพื่อนชาติอื่นเป็นที่ยิ่ง

 นอกจากการอภิปรายกลุ่มระหว่างชาติแล้ว ในช่วงเย็นของวันนี้เรายังมีกิจกรรมสำคัญอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ การแสดงศิลปะวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ หรือ cultural show เพื่อแนะนำประเทศแต่ละประเทศ  ซึ่งในคืนแรกบนเรือนั้นเจ้าบ้านประเทศแรกอย่างมาเลเซียก็ได้รับเกียรติแนะนำตัวก่อนใคร ซึ่งการแสดงของมาเลเซียนั้นมีคอนเซ็ปท์ว่า Malaysia… truly Asia ซึ่งนำเสนอความหลากหลายของชาติพันธุ์และวัฒนธรรมผ่านการแสดงสุดอลังการ ให้เห็นว่ามาเลเซียนั้นประกอบไปด้วยผู้คนต่างเชื้อชาติต่างภาษา ทั้งแขก จีน มาเลย์ แต่สามารถอยู่รวมผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว ประหนึ่งว่าเอาสีสีนสารพันของทั้งทวีปเอเซียมาแต่งแต้มรวมไว้ในประเทศมาเลเซียแห่งเดียวนี้แล้วนั่นเอง ดังนั้นใครอยากไปเที่ยวทั่วเอเชียแต่มีเวลาน้อย ขอแนะนำที่นี่เลย Malaysia… truly Asia

 การแสดงศิลปะวัฒนธรรมนี้ปกติจะจัดให้มีขึ้นทุกคืนในขณะที่เรือแล่นอยู่กลางมหาสมุทร ยกเว้นก็แต่วันไหนที่มีกำหนดการแทรกเฉพาะกิจอย่างอื่นเข้ามา เช่น ปาร์ตี้ต่าง ๆ ที่เหล่าเยาวชนเรียกร้อง หรืองานประกวดความงามอย่าง Mister and Miss Nippon Maru Contest เป็นต้น ซึ่งลำดับของการแสดงศิลปะวัฒนธรรมประจำชาตินั้นจะเรียงไปตามลำดับประเทศที่เรือเข้าแวะ ดังนั้นวันที่สองของการแล่นเรือจึงเป็นคิวการแสดงของกัมพูชาซึ่งแม้ปีนี้จะมิได้รับเป็นเกียรติเป็นเจ้าภาพต้อนรับเยาวชนทั้งเรืออย่างเต็มตัวเนื่องจากยังขาดความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน แต่ก็ได้เปิดโอกาสให้เหล่าหัวหน้าคณะ (National leader: NL) และ ผู้นำเยาวชน (Youth leader: YL) ของแต่ละชาติได้ไปเยี่ยมเยือนกรุงพนมเปญโดยทางเครื่องบินและเข้าเฝ้าสมเด็จฮุนเซ็นในวันเดียวกันกับที่เยาวชนส่วนที่เหลือไปเยี่ยมชมปูตราจายาที่มาเลเซียนั้นแล 

หลังจากชมการแสดง Cambodian night แล้วถึงได้ซาบซึ้งถึงความเหมือนอย่างแรงของคนไทยกับคนกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงกันจนแยกไม่ออก (จะผิดก็แต่สาวไทยเราจะร่างสูงใหญ่ไซส์นางแบบมากกว่านัก ทั้งนี้ต้องยกอานิสงส์ให้ผลิตภัณฑ์นมหนองโพโฟร์โมสต์และไก่ทอดเคเอฟซี)  ความเหมือนทางด้านวัฒนธรรมการร้องรำทำเพลงก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่น่าสังเกต เห็นได้ชัด ๆ จากเพลงรำวงเขมรนั้นมีจังหวะจะโคนสนุกเร้าใจ มันส์สะเด็ดไม่ต่างจากลูกทุ่งบ้านเราเลยทีเดียว ทำเอาพี่ไทยพอได้ฟังเพลงฮิต อาหรับปียา.. ยา..ยา.. แล้วชักอยากจะลุกขึ้นมารำวงเชิ้บ เชิ้บ โชว์ลีลาควักกะปิ ด๊าว ด่าว กับเขาบ้างเลยทีเดียว

 ตีห้ากับอีกสองนาที ของเช้าวันที่ 16 พฤศจิกายน...  แม้นาฬิกาข้อมือที่หัวเตียงจะบอกเวลาว่าฉันเพิ่งจะเข้านอนไปได้ยังไม่ถึงสี่ชั่วโมงดี แต่ฉันก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นกะปรี้กะเปร่าอย่างผิดปกติวิสัย ทั้งนี้เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญของเหล่าเยาวชนไทยเนื่องจากเป็นพิธีอัญเชิญธงชาติของประเทศไทยเราเอง สำหรับพวกเราทุกคน นี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งแรกและเพียงครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้อัญเชิญธงชาติไทยบนเรือนิปปอนมารูซึ่งแล่นอยู่ในน่านน้ำของแผ่นดินมาตุภูมิและสำหรับฉันแล้ววันนี้ยิ่งทวีความสำคัญไปอีกโขเมื่อฉันได้รับหน้าที่อันทรงเกียรติเป็นตัวแทนเยาวชนไทยทั้งหมดในการดำเนินพิธีการอัญเชิญธงในเช้าวันนี้ในฐานะพิธีกรของงาน  หลังจากสาละวนกับการจัดแจงแต่งเสื้อผ้าหมุนซ้ายหมุนขวาหน้ากระจกจนมั่นใจในชุดสูท A1 เวอร์ชั่นผ้าพันคอสีชมพูแดงแล้ว ฉันก็ไม่ลืมที่จะคว้าบทพูดพิธีกรที่อุตส่าห์นั่งเขียนเอาสด ๆ เมื่อวานนี้ติดมือไปด้วย (ซึ่งบทพูดอันนี้แหละที่มีพี่น้องชาติต่าง ๆ วนเวียนมาขอยืมไปใช้ ประมาณว่าจัดพิธีเชิญธงเมื่อใดก็ใช้สคริปต์ของเราอันนี้แหละ จะเปลี่ยนก็แค่หน้าพิธีกรกับชื่อประเทศเท่านั้นเอง ซึ่งก็ทำให้พี่ไทยเราแอบภูมิใจอยู่ลึก ๆ)

บนดาดฟ้าเรือ สถานที่สารพัดประโยชน์สำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้งนานาชนิดที่ขณะนี้ได้ถูกเนรมิตรให้กลายมาเป็นเวทีเชิญธงชาติสำหรับพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์ในเช้าวันนี้ไปแล้ว ฉันก็พบได้กับเพื่อพ้องน้องพี่เยาวชนไทย บางส่วนที่ได้มารออยู่ก่อนด้วยท่าทีที่สดชื่นพอ ๆ กับฉันเลยทีเดียว

 หลังจากซักซ้อมพิธีการ และทำความเข้าใจกันจนพอใจทั้งเยาวชนและเจ้าหน้าที่แอดมินแล้ว ก็ยังเหลือเวลาอีกกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้เริ่มพิธีจริง ๆ พวกเราจึงได้มีโอกาสพูดคุยเล่นหัวกันอย่างสนุกสนาน ยิ่งได้รู้ว่าเรือจะไปถึงกรุงเทพฯ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้วก็ยิ่งคึกคัก ตื่นเต้น บางคนคึกจัดถึงกับลุกขึ้นมาร้องเพลงเจ้าขุนทอง เพลงฮิตจากรายการดังสมัยยังเด็ก นัยว่าให้เข้ากับบรรยากาศยามเช้า อรุณเบิกฟ้า  นกกาโบยบิน.. ว่าไปนั่น บ้างก็จับกลุ่มเม้าท์เรื่องที่จะต้องทำเมื่อกลับไปถึงบ้าน บ้างก็หามุมสวย ๆ ชักรูปกับพระอาทิตย์ยามเช้าไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่ง (และครั้งเดียว) ตูก็ได้ตื่นเช้าก่อนตะวันกะเค้าเหมือนกัน.. บ้างก็เอาโทรศัพท์มือถืออกมาเดินวนเวียนหาคลื่นประหนึ่งเดินสงบจิตเจริญกรรมฐานจงกรมรอบดาดฟ้าเรือ  จนเมื่อเห็นเพื่อนชาติต่าง ๆ ทะยอยขึ้นมาสมทบนั่นแลถึงได้กลับมาเข้าประจำตำแหน่งที่แถวของตนอีกครั้ง ในพิธีการอัญเชิญธงชาติครั้งนี้เราใช้เยาวชนไทย 11 คนในการเชิญธงของ 11 ชาติ ส่วนเยาวชนที่เหลือก็เข้าแถวร้องเพลงชาติรวมกับเยาวชนชาติอื่น ๆ อยู่ด้านล่าง ส่วนฉันเองผู้เป็นพิธีกรของงานก็ต้องยืนประจำตำแหน่งด้านหน้าเวที  เมื่อเวลาเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีไม่ขาดไม่เกินคุณเจ้าหน้าที่แอดมินก็ได้ให้สัญญาณให้ฉันเริ่มพิธีได้ แม้ฉันจะเคยเป็นพิธีกรมาแล้วหลายในหลายโอกาส ทั้งงานเล็ก งานใหญ่ งานราษฎร์ งานหลวง งานไทย หรือแม้กระทั่งงานอินเตอร์ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติเป็นอย่างเหลือล้นที่ได้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรตัวแทนของประเทศไทยที่ฉันรักยิ่ง

 กิจกรรมในช่วงเช้าต่อจากพิธีเชิญธงก็คือกิจกรรมอภิปรายกลุ่มอีกรอบ แต่คราวนี้เหล่าเยาวชนต่างก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เอาแต่ตั้งตาชะเง้อชะแง้รอดูว่าเมื่อไหร่เรือจะถึงกรุงเทพฯ เสียที โดยเฉพาะเหล่าเยาวชนไทย พอมีคลื่นโทรศัพท์ขึ้นมาสักหนึ่งขีดก็ดีใจเป็นล้นพ้นผลัดกันโทรผลัดกันคุยอย่างลิงโลด กิจกรรมอภิปรายวันนี้ก็เลยดูจะกร่อย ๆ เพราะแต่ละคนสมาธิแตกซ่านกันหมดแล้ว เอาแต่แอบมองออกนอกหน้าต่างเรืออยู่เรื่อย ๆ เห็นเกาะแก่งทีก็ชี้ชวนกันดูพลางถกเถียงว่านั่นเกาะสมุยหรือเกาะเต่าหนอ  จนคุณเหล็งเหล็ง ผู้นำอภิปรายคนเก่งประจำกลุ่มของเราต้องเปลี่ยนแผนกระทันหัน จากเดิมที่ต้องอภิปรายเคร่งเครียดกันต่อก็งดไว้ชั่วคราว  เปลี่ยนเป็นการออกไปซ้อมเชียร์แบบเฮฮาที่กาบเรือแทนให้ได้เห็นวิวชัด ๆ กันไปเลย จริง ๆ แล้วก็น่าดีใจที่เยาวชนชาติอื่น รู้สึกตื่นเต้นกับการมาเยือนกรุงเทพฯ มากขนาดนี้ จากที่สอบถามดูใคร ๆ ก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากมากรุงเทพฯ มานานแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยากมาช็อปปิ้งกันทั้งนั้น เพราะพี่ไทยเราดังเรื่องข้าวของสินค้าที่ทั้งดีทั้งถูกนั่นเอง ทำเอาเยาวชนไทยเรายิ้มแก้มแทบปริ ปลื้มอกปลื้มใจนักหนา  แต่แล้วเมื่อตอนออกมายืนที่กาบเรือรอยยิ้มที่เคยระบายอยู่บนไปหน้าก็เหือดหายไปสิ้นเมื่อได้เห็นเยาวชนชาติอื่นชี้ชวนกันดูน้ำทะเลที่เคยเป็นสีฟ้าเข้มสดใสเมื่อตอนที่ออกมาจากมาเลเซียที่บัดนี้ได้กลายมาเป็นสีโคลนขุ่น ๆ ดำ ๆ ไปเสียแล้ว พี่เก๋หัวหน้าเยาวชนของเรามองเห็นแล้วจึงหันมาหาฉัน ทำไงดี... บอกพวกนี้ว่ายังไงดีล่ะว่าทำไมน้ำทะเลมันดำ  อ้าวพี่เก๋.. ไม่บอกไปตามตรงล่ะว่าบ้านเรามลพิษเยอะ.. แต่แหม..ตอนนั้นก็เข้าใจหัวอกพี่เก๋หรอกที่อยากจะกู้หน้าให้ประเทศชาติ แต่มันก็จนปัญญาจะไปแก้ตัวอย่างไรไหวหลักฐานมันทนโท่  แต่สักพักพี่เก๋แกก็นึกขึ้นมาได้ นี่ ๆ พี่นึกออกแล้ว บอกเค้าไปสิว่าที่ขุ่น ๆ เนี่ยคือดินแม่น้ำพัดมา ไม่ใช่มลพิษ! เอาตามนี้นะ นัดแนะเพื่อนๆ คนอื่นให้ตอบให้ตรงกันด้วย!” โห..พี่เก๋คิดได้ไงเนี่ย นี่แถมจะชักชวนให้สตรอเบอร์แหลกันทั้งคอนทินเจนท์เชียว  เอาวะ..ไหน ๆ ก็มาถึงขั้นนี้ ในเมื่อหัวหน้าสั่งมา ยังไงก็คงต้องว่าตามกัน ว่าแล้วเมื่อตอนที่สาวเซลิน่าเพื่อนชาวบรูไนเอ่ยขึ้นว่า ทะเลดำจัง ฉันก็ตอบออกไปแบบเนียน ๆ ว่า อ๋อ พอดีตรงนี้มันเป็นปากแม่น้ำน่ะจ้ะ เป็นจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงสู่ทะเลพอดี จึงพัดพาเอาเศษตะกอนดินลงมาในทะเลด้วย ไม่ใช่มลพิษอะไรหรอก ดินตะกอนปากแม่น้ำเนี่ยปกติเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มากเลยน้า...น่าน เอาหลักการทางภูมิศาสตร์เข้าว่าแถมด้วยความรู้ทางชีววิทยาอีกนิด ว่าแล้วก็ตบท้ายด้วยรอยยิ้มอย่างผู้รู้จริงแล้วก็เดินจมูกเชิดจากไป นึกกระหยิ่มในใจ  บ๊ะ..เรานี่มันช่างแสดงได้สมบทบาทคงจะกวาดรางวัลสุพรรณหงษ์ ลูกโลกทองคำมานอนกอดได้สบาย แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง นี่หล่อน..ดินตะกอนแม่น้ำนี่ยังพอฟังขึ้น แต่ไอ้ถุงพลาสติกที่ลอยเท้งเต้งเกลื่อนกลาดพวกนี้ล่ะจะว่ายังไงอ้าวนังไจโรเพื่อนรักไม่ช่วยกันทำมาหากินแล้วยังจะเอามาแฉให้ได้อายอีกเรอะ!

 

 

 

 

สวยธรรมชาติ (เหรอ?)

posted on 04 Oct 2009 22:14 by bantiful

(repost from my Windows Live blog)

มีโอกาสได้อ่านการ์ตูนของ วาน วาน (ดังรูปข้างล่าง)

(บทพูดของการ์ตูนข้างบน ในกรณีที่อ่านไม่ชัด)
วานวาน:เคยได้ยินผู้ชายพูดอย่างงี้...
ชาย: ทำไมผู้หญิงต้องแต่งหน้าด้วย สวยธรรมชาติก็พอแล้ว
วานวาน: (ไม่แต่งหน้า โทรมสุด ๆ)
ชาย: จ๊าก! ผีเข้าหรือเสี้ยนยามาเนี่ย?
ชาย:ผู้หญิงใส่สายเดี่ยวกระโปรงสั้นน่ารักที่ซู้ด
วานวาน: (ใส่สายเดี่ยวกระโปรงสั้น ดูล่ำสุด ๆ )
ชาย:(ทำหน้าเหยียดหยาม) จะใส่อะไรก็ดูหุ่นตัวเองหน่อยสิ
วานวาน: (ยัวะสุด ๆ) ทฤษฎีพวกนี้ใช้ได้เฉพาะผู้หญิงที่เกิดมาสวยเลือกได้เท่านั้นแหละ! ไม่รู้จริงก็อย่าพูดมั่ว ฉันลองทำมาทุกอย่างแล้ว!!
.......
สตรีหลายนางอ่านการ์ตูนกรอบนี้แล้วก็คงจะโดนใจไม่มากก็น้อย ส่วนตัวข้าพเจ้าเองยอมรับว่ามีประสบการณ์ตรงแบบนี้มาเหมือนกัน อยากจะบอกว่าผู้ชายนั้นมีความเข้าใจเรื่องพวกนี้ต่ำจริง ๆ  ขอเล่าหน่อย...
วันนั้นนั่งมอไซค์รับจ้างหน้าปากซอย พอไปถึงที่หมาย กำลังจะจ่ายเงิน ลุงคนขับก็มองหน้าเราแล้วชมว่า "หนูนี่สวยดีนะ ไม่ใช่สวยแบบดารานะ แต่สวยเป็นธรรมชาติ ลุงว่าผู้หญิงเนี่ยไม่ต้องแต่งหน้าหรอก  ปล่อยเป็นธรรมชาติแบบหนูนี่ล่ะ ลุงว่าสวยดี"
โห.. ตอนแรกแอบปลื้ม  แต่ฟังไปฟังมาแทบจะหัวเราะพรืด  ก็แหมคุณลุงคะ เมื่อเช้านี้กว่าหนูจะออกจากบ้านได้ ก็ต้องเสียเวลาประโคมโหมแต่ง ทั้งแป้งสีนู้ดแบบธรรมชาติ คอนซีลเลอร์ใต้ตา ลบรอยหมองคล้ำ อายแชโดว์สีพาสเทลแบบอ่อนเป็นธรรมชาติ และบรัชออนสีอมชมพูระเรื่อแบบมีเลือดฝาด ตามด้วยลิปกลอสอีกนิดให้ปากดูชุ่มชื้น กว่าจะได้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติเยี่ยงนี้ ไม่ใช่ง่าย ๆ นะคะลุง
เฮ้อ.. ฤาผู้ชายจะไม่รู้ว่าผู้หญิงที่ปล่อยหนังหน้าให้เป็นไปตามธรรมชาติ (ซึ่งโดยมากมักลงเอยด้วยการถูกทักว่าโทรม) กับผู้หญิงที่ดูสวยแบบเป็นธรรมชาติ (ซึ่งเกิดจากฝีมือการแต่งหน้าขั้นเทพ) นั้นเป็นคนละสปีชี่ส์กัน?
จะบอกให้ว่าในโลกนี้ ผู้หญิงขี้เหร่น่ะไม่มีหรอก มีก็แต่ผู้หญิงขี้เกียจ (แต่งหน้า) เท่านั้นแหละ 

Midnight Sun: Chapter 2 (ตอนที่ 1/6)

posted on 04 Oct 2009 21:27 by bantiful

แปล Midnight Sun : สุริยาในราตรี 

 

 

 

 

บทที่ 2 หน้าหนังสือที่เปิดไว้

ตอนที่ 1/6  

ผมนั่งเอนหลังพิงกองหิมะปล่อยให้ละอองละเอียดเปลี่ยนรูปร่างไปตามน้ำหนักตัวผมที่กดทับ ผิวกายของผมเย็นเยียบเข้ากับอากาศรอบ ๆ ตัว  รู้สึกได้ถึงอณูน้ำแข็งเป็นธุลีเนียนนุ่มราวกับกำมะหยี่อยู่ภายใต้ผิวเนื้อ

ท้องฟ้าเบื้องบนไร้เมฆ ดาษดาไปด้วยดาวระยับ บ้างเปล่งประกายสีน้ำเงิน บ้างเปล่งประกายสีเหลืองกระจ่างตา ภาพดวงดาวมากมายทอแสงระยิบระยับ เกิดเป็นเลื่อมลายอลังการตัดกับผืนฟ้าสีดำสนิทช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ  และวิจิตรงดงาม หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ มันน่าจะเป็นภาพที่วิจิตรงดงาม  มันคงจะเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าผมจะสามารถมองเห็นภาพนั้นได้จริง ๆ อย่างที่มันเป็น

อะไร ๆ ไม่ได้ดีขึ้นเลย หกวันผ่านไป หกวันที่ผมซ่อนตัวอยู่ในความรกร้างว่างเปล่าแห่งเดนาลี แต่ผมก็ไม่ได้เข้าใกล้ความเป็นอิสระไปมากกว่าวินาทีแรกที่ผมได้กลิ่นของเธอเลย

เมื่อผมจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ประดับประดาด้วยดวงดาวราวกับอัญมณี มันเหมือนกับว่ามีบางสิ่งขวางกั้นไม่ให้ดวงตาผมรับรู้ถึงความงดงามของมันได้  และสิ่งขวางกั้นนั้นก็คือใบหน้า ๆ หนึ่ง เพียงดวงหน้ามนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ได้มีความโดดเด่นใด ๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าผมจะไม่สามารถสลัดภาพใบหน้านั้นออกไปจากห้วงคำนึงได้เลย

ผมได้ยินเสียงความคิดที่ใกล้เข้ามาก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงฝีเท้าของเจ้าของความคิดนั้น เสียงการเคลื่อนไหวนั้นบางเบาราวกับเสียงกระซิบท่ามกลางละอองหิมะ

ผมไม่ประหลาดใจเลยที่ธันยาตามผมมาที่นี่ ผมรู้ว่าเธอเฝ้าครุ่นคิดเรื่องที่จะคุยกับผมวันนี้มาได้หลายวันแล้ว และเธอก็พยายามยืดเวลาที่จะไม่พูดถึงมันจนกระทั่งเธอแน่ใจจริง ๆ ว่าเธอต้องการจะพูดอะไรกันแน่

เธอโผล่มาให้เห็นห่างออกไปราวหกสิบหลา เธอกระโดดขึ้นไปยืนบนยอดก้อนหินสีดำที่โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดินและยืนทรงตัวอยู่บนนั้นด้วยอุ้งเท้าที่เปลือยเปล่า

ผิวของธันยาเปล่งประกายสีเงินยวงภายใต้แสงดาว และผมยาวเป็นลอนสีบลอนด์ของเธอดูซีดจนเกือบออกชมพูคล้ายเจือด้วยประกายสตรอเบอร์รี่ ดวงตาสีอำพันของเธอเป็นประกายในขณะที่เธอมองสำรวจผมที่ครึ่งตัวแทบจะถูกฝังอยู่ในหิมะ แล้วริมฝีปากอิ่มของเธอก็แย้มออกเป็นรูปรอยยิ้มอย่างช้า ๆ

ความงดงามอันแสนวิจิตร ถ้าหากว่าผมจะสามารถมองเห็นเธอได้ในอย่างที่เธอเป็นนี้  ผมถอนหายใจ

เธอย่อตัวลงบนยอดโขดหิน ปลายนิ้วสัมผัวกับพื้นหินแข็ง และขดตัว

ลูกปืนใหญ่ เธอคิดในใจ

เธอกระโดดพุ่งตัวขึ้นไปในอากาศ  ร่างของเธอเห็นเป็นเพียงเงาสีดำในขณะที่เธอหมุนตัวอย่างสวยงามอยู่ระหว่างผมกับหมู่ดวงดาว  เธอขดตัวเป็นก้อนกลมเมื่อเธอพุ่งเข้าปะทะกองหิมะข้าง ๆ ผมพอดี

ราวกับมีพายุหิมะพัดกระจายรอบตัวผม บดบังแสงดวงดาวและผมก็ถูกฝังลึกอยู่ในกองผลึกน้ำแข็งที่ละเอียดบางเบาราวขนนก

ผมถอนหายใจอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้พยายามที่จะตะกายออกมาจากกองหิมะ  ความมืดมิดใต้กองหิมะก็ไม่ได้ทำให้การมองเห็นของผมดีขึ้นหรือแย่ลงแต่ประการใด  ผมยังคงมองเห็นแต่ใบหน้าเดิม

เอ็ดเวิร์ด? เกล็ดหิมะปลิวว่อนอีกครั้งเมื่อธันยาพยายามขุดช่วยผมขึ้นมา  เธอปัดเศษละอองออกจากใบหน้าที่เฉยชาของผมโดยที่ไม่ได้สบตาผม

ขอโทษค่ะ เธอพึมพำ เป็นแค่มุขตลกน่ะ

ผมรู้ ก็ขำดีนะ

เธอเบ้ปาก

อิริน่ากับเคทบอกว่าฉันควรจะปล่อยให้คุณได้อยู่ตามลำพัง พวกเขาคิดว่าฉันทำให้คุณรำคาญ

ไม่เลย ผมยืนยันกับเธอกลับกันเสียด้วยซ้ำ ผมต่างหากล่ะที่เป็นฝ่ายหยาบคาย... หยาบคายจนน่ารำคาญ ผมต้องขอโทษมาก ๆ

คุณกำลังจะกลับบ้านใช่ไหมคะ?  เธอคิดในใจ

ผมยัง... ไม่ได้ตัดสินใจ... แน่นอนลงไปหรอกนะ

แต่คุณก็จะไม่อยู่ที่นี่  เธอคิดรำพึงรำพัน

คงจะไม่ ดูเหมือนว่ามันก็ไม่ได้... ช่วยให้อะไรดีขึ้น

เธอทำหน้าเศร้า เป็นความผิดของฉันสินะคะ

ไม่เสียหน่อย ผมพูดปดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

อย่าทำเป็นสุภาพบุรุษไปหน่อยเลย

ผมยิ้ม

ฉันทำให้คุณอึดอัด  เธอกล่าวหาตัวเอง

ไม่ใช่หรอก

เธอเลิกคิ้วขึ้นสูง  และทำสีหน้าไม่เชื่อเสียจนผมอดหัวเราะไม่ไหว  ผมหัวเราะเบา ๆ และตามมาด้วยการถอนหายใจอีกครั้ง

ก็ได้ ผมยอมรับ ก็นิดหน่อยครับ

เธอถอนหายใจเช่นกัน พร้อมกับเอามือเท้าคาง ความคิดของเธอเศร้าหมอง

คุณน่ารักกว่าดวงดาวพวกนี้ตั้งเป็นพันเท่านะธันยา  และคุณก็รู้ความจริงข้อนั้นดีอยู่แล้ว  อย่าปล่อยให้ความหัวดื้อของผมมาบั่นทอนความเชื่อมั่นของคุณลงเลยนะผมหัวเราะหึกับตัวเองกับความเป็นไปไม่ได้ของเรื่องนั้น

ฉันไม่ชินกับการถูกปฏิเสธ เธอบ่นอุบ เธอบุ้ยริมฝีปากล่างออกมาอย่างน่าเอ็นดู

ผมรู้ว่าคุณไม่ชิน ผมเห็นพ้อง และด้วยความพยายามที่ไม่ค่อยสำเร็จนักที่จะปิดกั้นความคิดของเธอออกไปในขณะที่เธอระลึกความทรงจำถึงความสำเร็จเป็นพัน ๆ ครั้งในการพิชิตใจชายของเธอ  โดยส่วนใหญ่แล้วธันยาจะชอบมนุษย์ผู้ชาย เหตุผลหนึ่งคือพวกเขามีให้เลือกมากมาย ข้อดีอีกอย่างคือพวกเขามีร่างกายที่นุ่มและอบอุ่น และมักตอบรับอย่างกระตือรือร้นเสมอ

ซัคคิวบัส*” ผมล้อเธอ หวังใจว่าจะสามารถขัดจังหวะมโนภาพที่ฉายอยู่ในหัวเธอได้ 

[* “ซัคคิวบัส หมายถึง แวมไพร์ผู้หญิงที่ล่อลวงมนุษย์ผู้ชายให้มามีสัมพันธ์ด้วย ผู้แปล / อ้างอิงจากนิยายชุดทไวไลท์ ] 

เธอยิ้มกว้างเห็นฟัน ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ

ธันยาและพี่น้องของเธอต่างจากคาร์ไลล์ตรงที่พวกเธอค้นพบวิถีชีวิตที่รู้ผิดชอบชั่วดีนี้อย่างช้า ๆ  และท้ายที่สุดสิ่งที่ชักนำให้พวกเธอหยุดคร่าชีวิตมนุษย์ก็คือความพึงใจที่พวกเธอมีต่อมนุษย์ผู้ชายนั่นเอง  และตอนนี้เหล่าชายที่พวกเธอรักก็ได้มีชีวิตอยู่ต่อไป

ตอนที่คุณมาที่นี่ ธันยาพูดขึ้นช้า ๆ ฉันคิดว่า...

ผมรู้ดีว่าตอนนั้นเธอคิดอย่างไร และผมก็น่าจะคาดได้ว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร  เพียงแต่ในตอนนั้นจิตใจผมไม่อยู่ในสภาพที่จะคิดวิเคราะห์อะไรได้ดีนัก

คุณคิดว่าผมเปลี่ยนใจแล้ว

ค่ะเธอทำหน้านิ่ว

ผมรู้สึกแย่มากที่ล้อเล่นกับความคาดหวังของคุณนะธันยา ผมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น  ผมไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีก่อน ผมแค่จากมา... ด้วยความรีบเร่ง

ฉันไม่คิดว่าคุณจะเล่าให้ฉันฟังหรอกนะว่าทำไม...

ผมลุกขึ้นนั่งตัวตรงในท่ากอดเข่า ห่อตัวอย่างระแวดระวัง ผมไม่อยากจะพูดถึงมัน

ธันยา อิริน่า และเคททำได้ดีทีเดียวในวิถีชีวิตที่พวกเธอยึดมั่น  ในบางเรื่องก็ทำได้ดีว่าคาร์ไลล์เสียด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่พวกเธอทำเรื่องที่เสียสติอย่างเช่นการพาตัวเองเข้าไปใกล้ชิดกับมนุษย์ผู้ซึ่งควรจะเป็น (และครั้งหนึ่งก็เคยเป็น) เหยื่อของพวกเธอ  แต่พวกเธอก็ไม่เคยทำผิดพลาด  ผมรู้สึกอับอายเกินกว่าจะยอมรับว่าตนเองอ่อนแอต่อหน้าธันยา

ปัญหาเรื่องผู้หญิงหรือคะ? เธอเดา ไม่สนใจท่าทางกระอักกระอ่วนใจของผม

ผมหัวเราะอย่างอ่อนแรง ไม่ใช่ในแบบที่คุณคิดหรอกครับ

เธอนิ่งเงียบ ผมฟังความคิดของเธอในขณะที่เธอคาดเดาไปต่าง ๆ นานา พยายามจะถอดรหัสความหมายของคำพูดผม

ไม่เฉียดเลยล่ะ ผมบอกเธอ

ใบ้ให้หน่อยน่า เธออ้อน

ช่างมันเถอะ  ธันยา

เธอนิ่งเงียบอีกครั้งแต่ในใจก็ยังคาดเดาต่อไป  ผมเพิกเฉยต่อเธอและหันมาชื่นชมความงามของดวงดาวแม้จะเป็นความพยายามที่ไร้ผล

เธอยอมแพ้หลังจากที่เงียบไปชั่วครู่ แล้วความคิดเธอก็เบนไปเรื่องอื่น

ถ้าคุณไปจากที่นี่ แล้วคุณจะไปที่ไหนคะ เอ็ดเวิร์ด? กลับไปหาคาร์ไลล์หรือ?

คงไม่หรอก ผมตอบด้วยเสียงแผ่วเบา

ผมจะไปที่ไหนดี? ผมนึกไม่ออกว่าบนโลกใบนี้จะมีสถานที่ใดที่น่าสนใจสำหรับผม ไม่มีอะไรที่ผมอยากจะเห็นหรืออยากจะทำ  เพราะไม่ว่าผมจะไปที่ใด มันก็คงจะไม่ใช่การตั้งใจไปสถานที่แห่งนั้น มันคงจะเป็นเพียงการวิ่งหนีจากมาเท่านั้นเอง

ผมเกลียดความจริงข้อนั้น  ผมกลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาวอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไร

ธันยาโอบแขนเรียวยาวของเธอรอบไหล่ผม  ผมเกร็งแต่ก็ไม่ได้ขยับตัวหนีจากสัมผัสของเธอ เพราะเธอไม่ได้หมายความอะไรเกินกว่าแค่การปลอบใจแบบเพื่อน ...ก็โดยส่วนใหญ่ละนะ

ฉันคิดว่าคุณจะกลับไปล่ะ  เธอพูด น้ำเสียงเธอยังมีสำเนียงรัสเซียที่จางหายไปนานแล้วเจืออยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด... หรือใครก็แล้วแต่ที่หลอกหลอนคุณอยู่ คุณก็จะเผชิญหน้ากับมันตรง ๆ   คุณเป็นคนแบบนั้นละค่ะ

ความคิดของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นไม่ต่างจากคำพูด  ผมพยายามจะโอบรับภาพของตัวผมที่เธอเห็นในความคิดของเธอ ผมคนที่กล้าเผชิญกับปัญหา มันช่างเป็นสุขใจที่ได้นึกถึงตนเองในแบบนั้นอีกครา

ผมไม่เคยเคลือบแคลงสงสัยในความกล้าหาญและความสามรถในการเผชิญกับอุปสรรคของตนเองมาก่อน จนกระทั่งได้ประสบกับชั่วโมงอันแสนเลวร้ายในห้องเรียนชีววิทยาเมื่อไม่นานมานี้

ผมจูบเธอที่แก้ม แล้วรีบดึงตัวออกมาอย่างรวดเร็วเมื่อเธอหันหน้ามาตรงกับหน้าผม ริมฝีปากของเธอเผยอออกมารอคอย เธอยิ้มเศร้า ๆ ที่เห็นผมขยับออกห่างอย่างรวดเร็ว

ขอบคุณนะธันยา นั่นคือสิ่งที่ผมอยากได้ยินจริง ๆ

ความคิดของเธอเปลี่ยนมาเป็นขุ่นเคือง ก็คงต้องบอกว่า ด้วยความยินดีสินะคะ ฉันหวังอยากให้คุณเป็นคนที่มีเหตุมีผลมากกว่านี้นะเอ็ดเวิร์ด

ผมขอโทษนะธันยา คุณก็รู้ว่าคุณน่ะดีเกินไปสำหรับผม  ผมก็แค่... ยังไม่พบสิ่งที่ผมค้นหาอยู่

ก็...ถ้าคุณไปก่อนที่ฉันจะได้เจอคุณอีกละก็... ลาก่อนนะคะ เอ็ดเวิร์ด

ลาก่อน ธันยา เมื่อผมเอ่ยคำลาออกไป ผมก็เห็นภาพนั้นขึ้นมาจริง ๆ  ผมเห็นตัวเองจากที่นี่ไป เห็นตัวเองเข้มแข็งพอที่จะกลับไปยังสถานที่เพียงแห่งเดียวที่ผมต้องการอยู่จริง ๆ  ขอบคุณอีกครั้งครับ

เธอลุกขึ้นยืนอย่างคล่องแคล่วแล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็วเสียจนไม่มีรอยเท้าทิ้งไว้ให้เห็นบนพื้นหิมะ  เธอไม่ได้หันมองกลับมาอีก  การปฏิเสธของผมทำร้ายจิตใจเธอมากกว่าที่เธอแสดงออกมาให้เห็นก่อนหน้านี้ หรือแม้แต่ในความคิดของเธอก็ตาม  เธอคงจะไม่อยากเห็นหน้าผมอีกครั้งก่อนที่ผมจะจากไปผมเบ้ปากด้วยความรู้สึกเศร้าใจ ผมไม่อยากทำร้ายธันยา แม้ว่าความรู้สึกที่เธอมีนั้นไม่ได้ลึกซึ้งหรือบริสุทธิ์ใจอะไรนัก และก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่ผมจะตอบรับได้  แต่มันก็ยังทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย

ผมเกยคางไว้บนเข่าแล้วแหงนมองดวงดาวอีกครั้งแม้ว่าผมจะรู้สึกกระวนกระวายใจอยากรีบออกเดินทางก็ตาม  ผมรู้ว่าอลิซจะต้องมองเห็นผมกำลังกลับบ้านและเธอก็คงจะบอกคนอื่น ๆ ซึ่งนั่นคงจะทำให้ทุกคนมีความสุข  โดยเฉพาะคาร์ไลล์กับเอสเม่  แต่ผมก็จ้องมองดวงดาวอีกครั้ง พยายามจะมองทะลุผ่านใบหน้าที่อยู่ในหัวของผม ที่กั้นกลางระหว่างผมกับหมู่ดาว ดวงตาสีน้ำตาลช็อคโกแล็ตที่ฉายแววแปลกใจจ้องกลับมายังผมราวกับจะถามว่าการตัดสินใจของผมครั้งนี้จะส่งผลต่อเธออย่างไร  แน่นอนว่าผมก็ไม่อาจทราบได้ว่านั่นคือสิ่งที่ดวงตาช่างสงสัยคู่นั้นค้นหาจริง ๆ หรือไม่  แม้แต่ในจินตนาการของผมเองผมก็ยังคงไม่ได้ยินเสียงความคิดของเธอ  ดวงตาของเบลล่า สวอนยังคงตั้งคำถามต่อไป และผมก็ยังคงไม่สามารถมองเห็นความงามของดวงดาวโดยปราศจากสิ่งขวางกั้นนี้ได้เลย  ผมถอนหายใจแรง ยอมแพ้และลุกขึ้นยืน  ถ้าผมวิ่งไป ผมคงจะกลับไปถึงรถของคาร์ไลล์ภายในไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง...

ด้วยความรีบเร่งที่จะกลับไปเจอหน้าครอบครัวและความปรารถนาที่จะเป็นเอ็ดเวิร์ดคนที่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา ผมเร่งฝีเท้าข้ามทุ่งหิมะที่ส่องสว่างด้วยแสงดาวอย่างรวดเร็วโดยไม่ทิ้งไว้แม้แต่รอยเท้า

 

 

 

Midnight Sun: Chapter 1 (ตอนที่ 6/6)

posted on 04 Oct 2009 18:21 by bantiful

แปล Midnight Sun: สุริยาในราตรี

ตอนที่ 6/6

 

กลิ่นเลือดของเธอฟุ้งอบอวลแทรกอยู่ในทุกอณูของอากาศในห้องเล็ก ๆ ที่ร้อนอบอ้าวนี้ ลำคอของผมร้อนผ่าวราวกับไฟเผาเจ้าปิศาจร้ายที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเธอจ้องมองกลับมายังผมอีกครั้ง  มันคือหน้ากากแห่งความชั่วร้าย

มือผมละล้าละลังอยู่เหนือเคาน์เตอร์  ผมไม่จำเป็นต้องหันหน้ากลับไปมองเพื่อที่จะเอื้อมมือข้ามเคาน์เตอร์ไปจับหัวคุณโคปโขกลงกับโต๊ะให้แรงพอที่จะฆ่าเธอได้  สองชีวิต แทนที่จะเป็นยี่สิบชีวิต  ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มทีเดียว

ปิศาจร้ายรอคอยอย่างกระวนกระวายและหิวกระหายที่จะให้ผมลงมือแต่มันย่อมมีทางเลือกอื่นเสมอ  มันจะต้องมีสิ

ผมหยุดการเคลื่อนไหวของปอด และเพ่งยึดเอาใบหน้าของคาร์ไลล์ไว้ตรงหน้า  ผมหันหน้ากลับมาหาคุณโคปและได้ยินเสียงความคิดในหัวของเธอแสดงความประหลาดใจต่อการเปลี่ยนแปลงสีหน้าและท่าทางของผม เธอหดตัวถอยห่างจากผม แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่สามารถหาคำตอบให้กับความหวาดกลัวนี้ได้  

ผมต้องใช้การควบคุมตัวเองทั้งหมดที่ผมเรียนรู้มาจากการปฏิเสธธรรมชาติตัวเองมาหลายทศวรรษในการที่จะควบคุมน้ำสียงให้ราบเรียบและนุ่มนวล  ในปอดผมมีอากาศเหลือพอสำหรับพูดอีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ผมพูดรัวเร็ว

ถ้าเช่นนั้นก็ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจว่านั่นคงเป็นไปไม่ได้  ขอบคุณมากครับสำหรับความช่วยเหลือ

ผมหมุนตัวและพุ่งออกจากห้อง พยายามที่จะไม่รับรู้ถึงไอร้อนจากเลือดอุ่น ๆ ที่แผ่ออกมาจากร่างกายของหญิงสาวในขณะที่ผมเฉียดผ่านเธอไปเพียงไม่กี่นิ้ว

ผมเดินรวดเดียวจนถึงรถโดยไม่หยุดเลย เดินเร็วเกินไปหน่อย  แต่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับบ้านกันไปหมดแล้วจึงไม่มีพยานรู้เห็นมากนัก  ผมได้ยินเสียงดี.เจ. การ์เร็ตต์ ที่อยู่ปีสองสังเกตเห็นผม แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร...

คัลเลนโผล่มาจากไหนเนี่ย  อย่างกับหายตัวมาอย่างนั้นแหละ  เอาอีกแล้วสิเรา จินตนาการบรรเจิดอีกแล้ว แม่ยิ่งบอกอยู่บ่อย ๆ ว่า...

เมื่อผมก้าวขึ้นไปนั่งบนรถวอลโว่ของผม คนอื่น ๆ ก็รออยู่ก่อนแล้ว  ผมพยายามควบคุมการหายใจ  แต่ผมก็โหยหาอากาศบริสุทธิ์จนหอบหายใจราวกับคนจะขาดใจตาย

เอ็ดเวิร์ด?  อลิซถาม น้ำเสียงแฝงด้วยความตระหนก

ผมแค่เพียงส่ายหน้าให้เธอ

นายเป็นอะไรไปวะ? เอ็มเม็ทอยากรู้ หันเหความสนใจของเขามาชั่วครู่จากความผิดหวังที่แจสเปอร์ไม่มีอารมณ์จะแข่งนัดแก้มือในคืนนี้

ผมบึ่งรถถอยหลังแทนคำตอบ  ผมจะต้องออกจากลานจอดรถนี้ก่อนที่เบลล่า สวอนจะตามผมมาที่นี่ด้วย เธอเป็นปิศาจร้ายประจำตัวของผม  คอยหลอกหลอนผม...  ผมหันรถกลับและเร่งความเร็ว  ผมเหยียบสี่สิบไมล์ต่อชั่วโมงก่อนที่จะถึงถนนใหญ่เสียอีก และพอถึงถนนใหญ่ผมก็เร่งขึ้นเป็นเจ็ดสิบก่อนเข้าโค้ง

แม้จะไม่ได้ชำเลืองมอง ผมก็รู้ว่าทั้งเอ็มเม็ท โรซาลีและแจสเปอร์ต่างหันไปจ้องอลิซเป็นตาเดียว  เธอยักไหล่  เธอไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วได้ เธอเห็นแต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ตอนนี้เธอเพ่งมองไปยังอนาคตของผม เราทั้งคู่ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เธอมองเห็นในหัวเธอและก็ต้องประหลาดใจ

เธอกำลังจะจากไปหรือ? เธอกระซิบ

คนอื่น ๆ หันขวับมาจ้องที่ผม

ฉันจะไปหรือ? ผมเค้นเสียงลอดไรฟัน

ในขณะที่ผมยังลังเลตัดสินใจไม่ได้อยู่นั้น อีกทางเลือกหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ชี้นำอนาคตของผมไปยังทิศทางที่มืดหม่นยิ่งกว่าเดิม และในตอนนั้นเองที่เธอได้เห็น

โอ้

เบลล่า สวอน ไร้ซึ่งชีวิต ดวงตาของผมแดงก่ำด้วยเลือดสด ๆ การสอบสวนละสืบค้นที่ตามมา ช่วงเวลาที่เราต้องรอคอยอย่างระมัดระวังจนกว่าจะปลอดภัยที่เราจะหลบออกมาและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง...

โอ้ เธอครางอีกครั้ง

มโนภาพเริ่มจำเพาะเจาะจงมากขึ้น ผมได้เห็นภายในตัวบ้านของสารวัตรสวอนเป็นครั้งแรก เห็นเบลล่า สวอนยืนอยู่ในห้องครัวขนาดย่อมที่มีตู้เก็บกับข้าวสีเหลือง โดยเธอหันหลังให้ผมในขณะที่ผมย่องตามเธอไปในเงามืด... ปล่อยให้กลิ่นของเธอดึงดูดผมเข้าไปหาเธอ...

หยุดนะ!” ผมคำราม ด้วยไม่อาจจะทนดูต่อไปได้อีก

ขอโทษ เธอบอกด้วยเสียงแผ่วเบา ดวงตาเบิกกว้าง

ปิศาจร้ายโห่ร้องด้วยความปรีดา

แล้วมโนภาพของอลิซก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ภาพถนนหลวงร้างไร้ยวดยานในราตรีอันมืดมิด ต้นไม้เรียงรายสองข้างทางปกคลุมด้วยหิมะเคลื่อนที่ผ่านไปด้วยความเร็วเกือบสองร้อยไมล์ต่อชั่วโมง 

ฉันจะคิดถึงเธอ อลิซบอก ไม่ว่าเธอจะไปนานแค่ไหนก็ตาม

เอ็มเม็ทและโรซาลีแลกสายตาเป็นกังวล

พวกเรามาเกือบจะถึงทางแยกที่เป็นถนนสายยาวที่มุ่งสู่บ้านของเราแล้ว

ส่งพวกเราลงตรงนี้แหละ อลิซแนะนำ เธอควรจะไปบอกคาร์ไลล์ด้วยตัวเองนะ

ผมพยักหน้ารับและหยุดรถเอี๊ยดอย่างรวดเร็ว

เอ็มเม็ท  โรซาลี และแจสเปอร์ก้าวลงจากรถไปเงียบ ๆ พวกเขาคงจะขอให้อลิซอธิบายให้ฟังภายหลังจากที่ผมไปแล้ว อลิซแตะที่ไหล่ของผม

เธอจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เธอกระซิบ คราวนี้ไม่ใช่ภาพที่เธอมองเห็น หากแต่เป็นคำสั่ง เธอเป็นสมาชิกครอบครัวเพียงคนเดียวที่สารวัตรสวอนมีอยู่ มันก็เหมือนฆ่าเขาไปด้วยอีกคน

อืม ผมเห็นด้วยเฉพาะกับส่วนหลังเท่านั้น

เธอก้าวลงจากรถไปสมทบกับคนอื่นที่เหลือ คิ้วเธอขมวดย่นด้วยความเป็นกังวล แล้วพวกเขาก็หายวับไปในราวป่าลับสายตาไปก่อนที่ผมจะเลี้ยวรถกลับ

ผมเร่งเครื่องยนต์มุ่งหน้ากลับเข้าเมือง ผมรู้ว่าภาพในหัวของอลิซจะเปลี่ยนจากความมืดมิดไปเป็นความสว่างไสวราวกับแสงสปอทไลท์เลยทีเดียว  ในขณะที่ผมกำลังบึ่งรถกลับไปยังเมืองฟอร์คส์ด้วยความเร็วเก้าสิบไมล์ต่อชั่วโมง ผมไม่แน่ใจว่าผมกำลังจะไปไหนกันแน่  ไปกล่าวคำอำลาพ่อของผม หรือจะไปยอมศิโรราบให้แก่ปีศาจร้ายภายในตัวผมกันแน่ ล้อรถของผมบดทะยานไปบนถนนที่ทอดยาว

 

Ten Things You Must Not Miss On Board Nippon Maru

posted on 15 Sep 2009 23:24 by bantiful

 


 

 

Nippon Maru กับ 10 สิ่งไม่ควรพลาด...

ภายหลังจากเดินทางกลับสู่แดนมาตุภูมิโดยสวัสดิภาพ ครบสามสิบสอง ไม่มีอะไรตกหล่น (บางคนอาจจะกลับมาสามสิบเอ็ด เพราะเผลอทำหัวใจหล่นไปกลางมหาสมุทรซะแล้ว...กรึ้วววว) ตามประสามนุษย์ผู้นิยมการคิดสะระตะเรื่อยเปื่อย จะให้นั่งอยู่เฉยได้ฉันใด จึงมีดำริจัดอันดับสิบสิ่งไม่ควรพลาด..หากมีโอกาสได้ล่องนาวาฮาเฮ..นิปปอนมารู

 

1. Grand Bath

แม้ว่าในห้องพัก (ชาวเรือนิยมเรียกว่า cabin) จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในพื้นที่ขนาดเท่าลูกแมวดิ้นตาย ตั้งแต่เตียงนอน (สามเตียง) ตู้เสื้อผ้า (สามตู้เช่นกัน) ทีวี (สามเครื่อง..เอ๊ย เครื่องเดียว ดูได้สามคน) เครื่องเล่นดีวีดี ตู้เย็น ห้องน้ำพร้อมฝักบัวและสุขภัณฑ์ชั้นเลิศก็ตาม อุปกรณ์ไฮโซสารพันต่างๆ ดังที่กล่าวมา หาได้ตอบสนองความต้องการในการออกมหาสมาคมของเหล่าเยาวชนผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ดีได้ไม่...สมาคมแกรนด์บาธจึงได้อุบัติขึ้นอย่างเต็มภาคภูมิ

Grand Bath คืออะไร... คุณๆ คงเคยสดับตรับฟังมาบ้างว่า แดนปลาดิบนี้มีวัฒนธรรมอันเก๋เดิ้นมาแต่นมนานกาเล หนึ่งในนั้นก็คือ การอาบน้ำรวมในอ่างน้ำร้อนขนาดใหญ่

เรื่องอาบน้ำรวมนี่ เยาวชนบางคนอาจจะกลัวไปล่วงหน้า ก็แหม วัฒนธรรมอันดีงามของเรานี่ก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการนี้เอาซะเลย ก็ใครล่ะจะไปกล้าโชว์สัดส่วนทุกองคาพยพให้ใครต่อใครก็ไม่รู้ดู ก็เลยกระอักกระอ่วน ไม่ยอมเข้าไปลองสัมผัส ในช่วงแรกของการเดินทางโล้สำเภานิปปอนมารู จึงมีแต่เยาวชนญี่ปุ่นที่เป็นสมาชิกถาวรของแกรนด์บาธ แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากที่พวกเรา (เยาวชนไทย) สลัดความเหนียมอาย ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว จึงได้พบว่าแกรนด์บาธนี้หนา ช่างมีคุณประโยชน์เหลือเกิน ค่าที่ทำให้เรานอนหลับได้สบายอย่างไม่น่าเชื่อ เลือดลมไหลเวียนสะดวกโยธิน แถมอาการเมาเรือก็ไม่มารังควานใจ ผิวพรรณผ่องใส...ปิ๊งๆ..ปิ๊ง ทั้งยังจะเป็นโอกาสในการสมาคมกับเพื่อนๆ ต่างชาติต่างภาษาที่เข้ามาแช่น้ำในอ่างเดียวกันอีกด้วย ก็แหม นั่งอยู่ในอ่างเดียวกันตั้งสิบนาทีสิบห้านาที จะไม่เกิดบทสนทนาก็กระไรอยู่ แถมผู้นิยมแกรนด์บาธนี่ก็จะหน้าเดิมๆ แหละค่ะ เจอกันประจำ...พวกนี้ตอนกลางวันก็ไม่ค่อยจะเห็นหน้ากันหรอกนะคะ แต่พอตกค่ำนี่ไปคลาคล่ำกันทีแกรนด์บาธเลยทีเดียว

อ่อ..อ่างน้ำร้อนที่ว่านี้เค้ามีไว้ให้แช่เฉยๆ นะคะคุณ อย่าเชียวนะคะ อย่าไปฟอกสบู่ ถูขี้ไคล ใช้ยาสระผมในอ่างให้เสียชื่อชาวสยามแดนอารยะเป็นอันขาด กรุณาชำระร่างกายให้สะอาดเสียก่อนตรงที่นั่งอาบหน้าฝักบัว จะลงไปแช่ตัวก็ต่อเมื่อเนื้อตัวสะอาดดีแล้ว แต่ก็มีบ้าง ที่เยาวชนผู้มีอารมณ์สุนทรีย์เกิดอยากจะแหวกว่ายไปมาในสระน้ำ พร้อมร้องเพลงที่ไม่มีใครเข้าใจไปพลางด้วย ซึ่งอันนี้ก็ต้องเผชิญกับสายตาประหวั่นพรั่นพรึงของเพื่อนร่วมอ่างเป็นการแลกเปลี่ยน

ถ้าใครยังลังเลใจอยู่ละก็ ขอบอกเลยนะคะว่าไม่มีใครมานั่งพินิจพิจารณาสังขารของเราหรอกค่ะ ต่างคนก็ต่างจะมาอาบน้ำแช่ตัวกันให้สบายทั้งนั้นแหละ แล้วที่แกรนด์บาธเค้าก็จะอนุญาตให้เอาผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ เข้าไปได้ ใครจะเอาไว้ใช้ขัดตัว เช็ดหน้า หรือจะเอาไปปิดบังอะไรก็ตามแต่ใจสะดวก ...ถึงอย่างนี้ก็เถอะ สำหรับบางคนแล้ว กว่าจะกล้าเข้ามาร่วมวงศ์ไพบูลย์กันก็ปาเข้าไปครึ่งโครงการ เรือจะเกยฝั่งอยู่แล้ว ไอ้ครั้นจะมาติดใจก็สายไปเสียแล้ว ทำให้เกิดเสียงบ่นกระปอดกระแปดว่าพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย... สาธยายสรรพคุณกันมาขนาดนี้แล้ว ก็ขอย้ำอีกทีนะคะว่าแกรนด์บาธนี่พลาดไม่ได้จริงๆ ลองดูสักครั้งเถอะ แล้วคุณจะติดใจ..ไหนๆ ก็มาแล้วนี่นา.. แล้วอย่ามาหาว่าไม่บอกล่ะ!

 

 

 

2. Dining Room

คุณผู้อ่านคงสงสัยใช่ไหมคะว่า กะแค่ห้องอาหารนี่ จะมีอะไรนักหนา...ลำพังห้องอาหารน่ะไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ ที่น่าจับตาคืออาหารที่เค้าจัดมาให้ต่างหากล่ะคะ!

ชีวิตบนเรือนั้นจะให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ต้องนอนหลับ และกินอิ่ม นอนนั้นหลับแน่ ถ้าไม่มัวไปมีกิจกรรมนอกเวลาภาคค่ำประเภทต่างๆ ส่วนเรื่องกินนั้นหรือก็สบายบรื๋อค่ะ เพราะเป็นหน้าที่ของเหล่าลูกเรือในห้องครัว ที่จะจัดเตรียมอาหารให้เราครบทั้งสามมื้อ โดยนอกจากจะครบห้าหมู่แล้ว ยังกล่าวได้ว่าครบทุกสปีชีส์อีกด้วย

วันดีคืนดี พ่อครัวนึกครึ้มอกครึ้มใจทำอาหารพิเศษ ก่อนจ้วงตักไม่ต้องตกใจไปค่ะ ไม่ว่ามันจะเขียนว่า “Goat”, “Deer”, “Ostrich” หรือแม้แต่ “Crocodile”...ขอให้บรรจงตักขึ้นมาเถอะค่ะ สวมวิญญาณพรานป่าแห่งหิมพานต์ เอาส้อมจิ้มสารพัดสิ่งมีชีวิตใส่จาน เพื่อเพิ่มรสชาติก็เหยาะเครื่องปรุงตามแต่จะมี โอกาสอย่างนี้หาได้ง่ายเสียที่ไหนเล่า... สำหรับผู้ไม่มีปัญหาติดขัดเรื่องรับประทานอาหาร ขอให้คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ลองอะไรแปลกๆ อย่างน้อยก็เอาไว้โม้ให้ชาวบ้านฟังได้ แม้ว่าเค้าจะเอาเนื้ออีน่ากัว เอ๊ย..อิกัวน่า มังกรโคโมโด หรือเนื้อแพนด้าช่วงช่วงหลินฮุ่ยมาให้กิน ก็คิดซะว่าชิมเอามันส์ละกันนะคะความเจ็บป่วยจากการกินไม่เป็นอุปสรรคค่ะคุณ ที่ชั้นหนึ่งมีโรงพยาบาลพร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รับรองว่าช่วยชีวิตได้ทันท่วงทีค่ะ! เมื่อสบโอกาสขึ้นเรือทั้งทีแล้ว ก็สมควรที่จะได้เพิ่มพูนประสบการณ์การรับประทานให้แก่กล้ายิ่งขึ้น จริงไหมล่ะคะ!

3. International มาม่าปาร์ตี้

การขึ้นเรือของพวกเราเหล่าเยาวชนนี้นั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรรมอันดีงามที่มีความแตกต่างหลากหลาย แน่นอนค่ะ การรับประทานก็เป็นวัฒนธรรมประเภทหนึ่ง แต่แหม..ครั้นอยู่บนเรือจะให้ต้มผัดแกงทอด...หอมอร่อยในพริบตา ก็ออกจะยากลำบากมิใช่น้อย ไหนๆ เราก็มีอาหารไทยประทังหิวชนิดกึ่งสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน รสชาติมาตรฐานไทยแท้อยู่ในมือแล้ว อีกทั้งยังมีเหลือเฟือ (แปลว่าเริ่มกินไปจนเบื่อแล้ว) จึงน่าจะนำมาใช้เป็นอุปกรณ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเสียหน่อยจะดีกว่า

อาหารไทยประทังหิวชนิดกึ่งสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ก็คือมาม่านั่นแหละค่ะ เรียกให้มันสวยหรูไปอย่างนั้นเอง สำหรับมาม่าบ้านเราเนี่ย หลายๆ คนคงจะเคยลิ้มชิมสารพัดยี่ห้อมาแล้ว ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้ สามารถใช้เป็น reference อ้างอิงรสชาติอาหารไทยได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเบสิกพื้นฐานอย่าง ต้มยำกุ้ง หมูสับ ต้มยำหมูสับ ต้มโคล้ง เรื่อยไปจนถึง ผัดขี้เมา เย็นตาโฟ หมูน้ำตก หรือแม้แต่เป็ดพะโล้ก็ตาม (ไม่น่าเชื่อว่ากะแค่บะหมี่และผงชูรสจะสร้างจินตนาการบรรเจิดได้ถึงเพียงนั้น) ก็เล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการกิน อีกทั้งจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ไปชิมมาม่าของชาติอื่นด้วย เพื่อจะได้ลิ้มรสชาติแปลกๆ ใหม่ๆ ว่าอร่อยมากน้อยแค่ไหน ถูกปากผู้บริโภคชาวไทยหรือไม่ ถือเป็นการสำรวจตลาดไปด้วยในตัว...เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกเป็นโหลเลยล่ะค่ะงานนี้

และเท่าที่เห็นผ่านสายตา พี่ไทยเรานี่แหละที่มีมาม่าสารพัดรสชาติแซ่บอีหลีกว่าใครเขาเพื่อน ถึงขั้นว่ามาม่ารสต้มยำกุ้งนี่สามารถเอาไปให้พ่อครัวที่ Dining Room ใช้เป็นรสชาติอ้างอิงได้เลยทีเดียว เพื่อนต่างชาติก็กรี๊ดสลบ รับประทานด้วยความเอร็ดอร่อยปานประหนึ่งอาหารชั้นเลิศ....งานนี้ พี่ไทยก็ได้หน้าไปตามระเบียบ แถมยังอิ่มท้องเพราะไปชิมของชาวบ้านเค้ามาอีกด้วย....มีแต่ได้กับได้ค่ะ

 

 

4. สระว่ายน้ำ

ทราบกันไหมคะว่าบนเรือนิปปอนมารูอันหรูเดิ้นของเรานี้มีสระว่ายน้ำด้วย เหล่าเงือกสาวโลมาหนุ่มรีบเปลี่ยนชุดเป็นเว็ทสูท วันพีซ ทูพีซ ตามแต่ใจ แล้วตามดิชั้นมาทางนี้ค่ะ บนชั้นเจ็ดของสำเภานิปปอนมารูนั้นนอกจากจะเป็นสถานที่ตั้งของบาร์ลิโด้เด็ค (Lido Deck Bar) และสกายเวอรันด้า (Sky Veranda) แล้ว ณ มุมหนึ่งยังมีสระว่ายน้ำขนาดว่ายฟรีสไตล์ชักสามสโตรคถึงอยู่หนึ่งสระ นอกจากขนาดที่เล็กจนน่าทึ่งแล้วความแปลกพิสดารอีกอย่างหนึ่งของสระนี้ก็คือ น้ำในสระเป็นน้ำเค็มที่ดูดขึ้นมาสด ๆ จากมหาสมุทรแปซิฟิกที่เราลอยเท้งเต้งอยู่นี่ล่ะค่ะ เรียกว่าเพื่อเพิ่มอรรถรสว่าได้มาอยู่กลางทะเลลึกแล้ว ก็สมควรจะได้แหวกว่ายให้สาแก่ใจ เพื่อให้เอาไปโม้ได้ว่า ที่ขึ้นเรือมาเนี่ย ได้ว่ายน้ำในมหาสมุทรด้วยนะเว้ย...แล้วอีกอย่างหนึ่งในเมื่อมันมีอยู่เราก็ต้องไปลองจริงไหมคะ

มีคำแนะนำนิดหน่อยสำหรับสาว ๆ ที่อยากไปว่ายน้ำ ควรจะแต่งกายให้มิดชิดรัดกุมนิดนึงนะคะ ชุดว่ายน้ำที่นำไปไม่ควรจะโชว์สัดส่วนมากนัก เนื่องจากว่าบนเรือนั้นมีผู้คนหลายแบบต่าง ๆ กัน บางคนอาจจะไม่เคยชินกับการเห็นสาว ๆ นุ่งน้อยห่มน้อย หรือเพื่อน ๆ ที่นับถือศาสนาบางศาสนาอาจจะเห็นว่าการใส่ชุดว่ายน้ำนั้นไม่ค่อยเหมาะสม เราก็อาจจะหาเสื้อยืดสักตัวสวมทับชุดว่ายน้ำอีกทีก็จะดีค่ะ นึกว่าสงสารผู้พบเห็นเถิด

ข้อควรจำอีกอย่างก็คือสระว่ายน้ำนี้จะเปิดบริการเฉพาะยามที่เรือลอยลำอยู่กลางทะเลเท่านั้นนะคะ เมื่อถึงฝั่งเจ้าหน้าที่จะทำการปิดสระและดูดน้ำออก นัยว่าเป็นการว่ายให้ได้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในทะเล ถ้าเรือมันจอดอยู่ก็ไม่ให้ว่าย เดี๋ยวไม่ได้อารมณ์...ดังนั้นใครตั้งใจจะไปว่ายน้ำก็ต้องไปให้ถูกวันดูตารางข้างขึ้นข้างแรมไปดี ๆ ด้วย

 

5. เรียนภาษาฮาเฮ

มีโอกาสโล้สำเภานิปปอนมารูทั้งที บวกกับมีเพื่อนต่างด้าว เอ๊ย..ต่างชาติอีกตั้งสิบประเทศ จะละทิ้งโอกาสอันงามที่จะได้เรียนภาษาฟรีๆ จากเจ้าของภาษาก็กระไรอยู่ แต่เป็นศิษย์มีครูทั้งที จะให้เรียนคำศัพท์พื้นฐานเบสิกก็กระไรอยู่ เราจึงได้ดำริให้มีการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาขั้นแอดวานซ์ แบบอินเทนซีฟคอร์ส หกอาทิตย์พูดปร๋อกันขึ้น

วัตถุประสงค์ของการเรียนภาษาขั้นแอดวานซ์นี้ มีได้หลากหลาย ตามความประสงค์ของศิษยานุศิษย์และครู (เถื่อน) ตั้งแต่บทสนทนาประเภทรักลึกซึ้งโรแมนติก เอาไว้จีบสาวจีบหนุ่ม เป็นต้นว่า ฉันจะรักเธอจนวันสุดท้าย (ของโครงการ)”, “เธอสวยเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ”, ความรักของเราเหมือนลิขิตสวรรค์ (...แหวะ), ขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เราได้มาพบกัน (และจะได้พรากจากกันในเร็วๆ นี้)” ทั้งนี้ การสอนภาษาดังกล่าวไม่รับรองผลการนำไปปฏิบัติแต่อย่างใด...ถูกอีกฝ่ายเค้าด่าเปิงกลับมาก็ตัวใครตัวมันนะคะ

ต่อมาก็เป็นพวกกลางๆ อันนี้โดยมากจะอยากรู้คำศัพท์ทั่วไป เพื่อไปใช้ดำรงชีพในประเทศที่เรือจอด เป็นต้นว่า สวัสดี ขอบคุณ ไม่เป็นไร ลาก่อน หิว หรือว่า หลงทาง ฯลฯ อะไรอย่างนี้ก็ว่าไป อย่างเช่น เวลาอยู่ในประเทศมุสลิม ใครไม่กินเนื้อก็ต้องรู้คำว่าไก่ ไปไหนก็จะได้มีกิน สามวันกินไก่มันตลอดแหละ ...โฮสแฟมิลี่ถามจะกินอะไร ไอ้คนตอบก็กินอะยัมตลอด เอะอะก็อะยัมไรซ์ อะยัมไรซ์  กลับขึ้นเรือก็ขันได้พอดี ก็มันไม่รู้จักอย่างอื่นนี่...

ประเภทสุดท้ายนี่จัดเป็นพวกฮาร์ดคอร์หน่อย อันนี้จะเป็นอีกแนวนึงไปเลย พวกนี้ก็จะไปสรรหาสารพัดคำศัพท์มาให้เหล่าครูกิตติมศักดิ์แปล อาทิ คำว่า ตด ในภาษาตากาล๊อก, คำว่า ยาดม ในภาษาพม่า, คำว่า หน้ามัน ภาษาเวียดนามเรียกว่าอะไร, คำว่า หัวเถิก ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร พอได้คำตอบแล้วก็จะเอาไปท่องจำด้วยความสนุกสนานอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็อย่าไปเอาสาระอะไรกะกลุ่มนี้มาก พอให้ได้ตลกไปวันๆ ก็พอใจแล้ว

 

6. ดูพระอาทิตย์ขึ้น-ตก

อันนี้บางคนอาจจะสงสัยว่า จะไปดูทำม๊ายย...พระอาทิตย์นี่ มันก็ดวงเดียวกะที่บ้านนั่นแล บ่มีอะหยังมหัศจรรย์พันลึก แต่ขอบอกว่ามันไม่เหมือนกันค่ะคุณ เพราะปกติพระอาทิตย์ที่บ้านจะตกลงดิน ตกลงตึก ตกยอดไม้หรือตกลับเหลี่ยมเขา แต่ที่นี่พระอาทิตย์ตก (และขึ้นจาก) มหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ไพศาล ย่อมตระการตากว่าแน่นอน  ของแบบนี้จะให้บรรยายเป็นคำพูดก็คงจะไม่ละเอียดลึกซึ้งเหมือนได้ไปเห็นเอง ขอแนะนำให้ไปลองดูค่ะ ยิ่งถ้าไปกันเป็นคู่พระอาทิตย์จะดูสวยมากขึ้นอีกประมาณ 65% (ผลการวิจัยจากคิงคองเลจ และได้รับการยืนยันจากกินเหน็บบุ๊ก) สถานที่แนะนำที่เหมาะแก่การชมอาทิตย์อัสดงได้แก่กาบเรือชั้นสามและชั้นสี่ (ต้องไปให้ถูกด้านนะคะ พระอาทิตย์จะตกทางทิศตะวันตก..อย่าลืม ถึงดูทิศไม่เป็น แต่ด้านไหนที่มองไม่เห็นก็แสดงว่าผิดค่ะ โปรดย้ายตัวไปอีกฝั่งหนึ่งของเรืออย่างด่วนเลย) ดาดฟ้าชั้นแปด และท้ายเรือบริเวณ Sport Deck ชั้นหก สถานที่เหล่านี้นอกจากจะเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ที่เหล่าคู่หน่มสาวโปรดปรานแล้ว ยังเป็นที่ประจำของเหล่าตากล้องทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น เอ่อ..ไม่ได้ไปแอบถ่ายรูปปาปารัซซี่หนุ่มสาวจู๋จี๋กันนะคะคุณ ไปถ่ายรูปตะวันตกน้ำค่ะ สวยอย่าบอกใคร แล้วใครที่ล่องนิปปอนมารูแล้วไม่ได้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าทะเลแปซิฟิกถือว่ายังมาไม่ถึงจริงนะคะ ถือว่าพลาดอย่างแรง!!

อีกภาพที่สวยไม่แพ้กันก็คือพระอาทิตย์ขึ้นยามอรุณรุ่ง แต่น้อยคนนักที่จะตื่นทันได้เห็น ใครที่ขี้เซาตื่นไม่ไหวจริง ๆ ก็ไม่ต้องถึงกับฝืนสังขารหรอกค่ะ ขอการันตีว่าทุกคนที่ไปโครงการเรือฯ จะต้องได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นก็เพราะจะมีกิจกรรมหนึ่งที่เอื้อต่อการนี้เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็คือกิจกรรมเชิญธงชาติหรือ Flag Hoisting Ceremony ที่ทุกชาติจะต้องมีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพ กิจกรรมนี้จะมีขึ้นในเช้าตรู่ของวันที่เรือกำลังจะเข้าประเทศหนึ่ง ๆ และประเทศที่เป็นเจ้าภาพก็จะต้องตื่นมาซักซ้อมพิธีการต่าง ๆ ตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันจะโห่เลยล่ะค่ะ (เอ่อ แต่ปกติอยู่บนเรือก็ไม่เคยได้ยินเสียงไก่โห่สักที) อย่างน้อยก็วันพิธีเชิญธงนี่ล่ะค่ะที่จะได้ดูพระอาทิตย์ขึ้น เรียกว่าต้องมีสักครั้ง (และก็คงจะเป็นครั้งเดียวสำหรับหลาย ๆ คน) ที่จะได้ตื่นก่อนพระอาทิตย์

 

7. Nippon Maru Cocktails

สำหรับเยาวชนที่ไม่มีข้อห้ามทางศาสนาหรือเหตุผลส่วนตัวใด ๆ ที่ต้องงดเว้นแอลกอฮอล์ ขอแนะนำให้เจียดเวลาแวะไปที่มิดชิปบาร์หรือบาร์กลางเรือ ณ ชั้นหกสักนิด สถานที่รวมพลคนรักสนุกในยามว่างเว้นจากการทำกิจกรรมทั้งหลาย นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เปิดโอกาสให้เราได้พบปะพูดคุย ปะทะสังสรรค์กับเพื่อนต่างชาติได้อย่างเป็นกันเองเหลือแสน  ปกติบาร์จะเปิดเพียงวันละหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นคือจากสามทุ่มครึ่งถึงสี่ทุ่มครึ่ง ประมาณว่าต้องมานั่งรอก่อนเวลาสักนิด พอประตูเปิดปุ๊บต้องรีบวิ่งกรูเข้าชาร์จเคาน์เตอร์ด้วยความเร็วสูง รีบสั่ง รีบกิน รีบกระดก ซดโฮก เพราะยังไม่ทันเมา บาร์ก็ปิดซะแร้วว... (คาดว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นคงมีนโยบายดูแลสุขภาพเยาวชน ไม่ให้ดื่มกันมากจนเกินไป ประเดี๋ยวจะตื่นมาทำกิจกรรมในวันต่อไปไม่ไหว) เครื่องดื่มที่มีขายก็คงไม่ต่างจากที่พบได้ตามบาร์อื่น ๆ มากนัก มีเหล้า มีเบียร์ มีไวน์แล้วก็พวกค็อกเทลทั่วไป ๆ แต่ถ้าใครเป็นเด็กอนามัยนึกอยากจะกินนมถั่วเหลืองไวตามิ้ลค์ ไทยเดนมาร์ค ก็คงต้องหาไปเองล่ะค่ะเพราะไม่มีขาย  สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนมิดชิปบาร์ ก็คือ ต้องลองชิมค็อกเทลสูตรพิเศษที่ถือเป็น signature drink ของบาร์ที่นี่ มีขายที่เดียวในโลกคือบนเรือนิปปอนมารูแห่งนี้เท่านั้น ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าเขาจะมีอยู่ประมาณ 2-3 สูตร มีทั้งแบบที่ผสมเหล้าและแบบที่ไม่มีเหล้า ใครถูกใจแบบไหนก็สั่งชิมได้ตามสะดวก สนนราคาตกอยู่ที่แก้วละ 1500 เยน (อยากรู้ว่าเป็นเงินไทยเท่าไหร่โดยประมาณก็เอาสามหารค่ะ) ก็แพงอยู่พอสมควร ใครที่ยังต้องแบมือขอตังค์ป๊ะป๋ากับหม่าม้าอยู่อาจต้องคิดหนัก แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เด็กไทยหน้าด้านและยากจนอย่างเรามีทางออกเสมอ รวมกลุ่มกันมาสักสี่ห้าคน สั่งมาสักแก้วก็พอ แบ่งกันจิบคนละอึกสองอึก ราคาหารกันคิดสะระตะแล้วคงตกคนละหนึ่งร้อยบาทโดยประมาณ เอาแบบพอให้ได้รสให้อวดใครต่อใครได้ว่าตูได้ลองค็อกเทลนิปปอนมารูมาแล้วเฟ้ย...

หากใครสู้ราคาไม่ไหวหรือไม่ชอบค็อกเทล เครื่องดื่มอย่างอื่นก็ยังมีให้ลองอีกมากค่ะ แม้ราคาอาจจะสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปสักนิดแต่ก็ต้องยอมให้เค้านิดนึง เอ่อ..อยู่กลางทะเลนี่นะ หากจะไม่ซื้อเจ้านี้ก็คงไปหาเจ้าอื่นซื้อไม่ได้แล้วล่ะค่ะ  เบียร์ที่นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นยี่ห้อญี่ปุ่น เช่น Asahi หรือ Supporo ราคาขวดละ 250 เยน ถ้าอยากกินถูกกว่านั้นแบบเป็นกระป๋องก็มีหาได้ตามตู้กดเครื่องดื่มบนเรือตลอด 24 ชั่วโมง ราคากระป๋องละ160 เยน

ถามว่า.. ทุกครั้งที่สังสรรค์ต้องดื่มเหล้าและเสียตังค์มากมายขนาดนั้นเชียวหรือ? ขอตอบว่าไม่หรอกค่ะ คนที่ดื่มน่ะเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น บางคนก็แค่มาสนุกเฉย ๆ นั่งคุยนั่งเม้าท์ ดีดกีต้าร์ครวญเพลงคาราบาว (อันนี้วงเหล้าไทยแท้ ๆ เลย ถ้าเป็นชาติอื่นอย่างเช่นฟิลิปปินส์อาจจะดื่มเหล้าเคล้าเสียงเปียโนและเพลงโอเปร่า) บางคนก็เอาเครื่องดื่มมาเอง ขนขึ้นเครื่องบินมาจากเมืองไทยนู่นแน่ะ ใครที่ไม่ดื่มเหล้าก็มีทั้งโค้ก สไปรท์ แฟนต้า ชาเขียวนามาชะ ไปถึงน้ำส้ม น้ำองุ่น น้ำกีวี แล้วแต่จะสรรหาสารพัด บางคนเอามาน้อยหมดสต็อกกลางทาง ต้องมีการแวะซื้อเพิ่มเติมยามแวะประเทศต่าง ๆ ก็เป็นโอกาสอันดีให้ได้ลองเครื่องดื่มนานาสารพันจากหลากหลายประเทศทั้งเบียร์ไซง่อนจากเวียดนาม เหล้าน้ำมะพร้าวแลมบาน็อกจากฟิลิปปินส์ เหล้าอุเมโบชิจากญี่ปุ่น ไปจนถึงน้ำหวานกลิ่นกุหลาบจากบรูไน (ที่บรูไนไม่มีแอลกอฮอล์ขายค่ะ เลยต้องซื้อน้ำหวานแทน) ช่วยเพิ่มสีสันให้กับการปาร์ตี้ได้มากโขเลยทีเดียว

 

8. Ship Tour สำรวจเรือ

มีบางคนกล่าวว่า เรือเรานี่มันก็เหมือนบ้านเอเอฟเลยเนอะ ซึ่งก็มีหลายคนพยักหน้าหงึกหงักเห็นพ้องไปด้วย ไม่ใช่ว่ามีการประกวดร้องเพลงประชันขันแข่งอะไรกันหรอกค่ะ (เพราะเรื่องร้องเล่นเต้นระบำเนี่ย เรายกให้เพื่อนฟิลิปปินส์เป็นเอตะทัคคะในการนี้ ค่าที่ทุกคน--ย้ำว่าทุกคนค่ะ--มีพรสวรรค์ทางการแสดงทุกประเภทประหนึ่งคาบแผ่นเสียงแพลทินั่มมาเกิด) แต่ว่าเรือเรานี่เป็นสถานที่ปิดค่ะ ใครอ่านการ์ตูนมากหน่อยก็ขอให้คิดถึงคินดะอิจิ ที่เอะอะก็ฆาตกรรมในห้องปิดตายตลอด ... แต่คราวนี้ไม่มีใครตายค่ะ มีแต่ความสนุกสนานเฮฮาปาจิงโกะในห้องปิดตายแทน

ใครขึ้นเรือมาก็ไม่ต้องกลัวหลงนะคะ แม้ว่าจะมีแปดชั้น ห้องหับอีกสารพันนับไม่หวาดไหว เค้าก็จะมีแผนผังเรือมาให้เรานับแต่วันแรกที่ย่างเท้าขึ้นเรือค่ะ โดยสามารถเปิดดูได้จากแฟ้ม profile book ที่แจกให้ ...เมื่อเราเห็นแผนผังแล้ว แหม มันก็ต้องสัมผัสกันซักเล็กน้อย ตามประสาคนไทยค่ะ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นรึจะเท่าเอามือเราไปคลำๆ ...ด้วยเหตุนี้ก็เลยแนะนำให้ไปดูของจริงกันหน่อยค่ะ การไปดูของจริงนี่ก็มีสองประเภทนะคะ อย่างแรกนี่เป็นทางการหน่อย คุณกัปตันจะอนุญาตให้เราเข้าไปในชั่วโมงที่เรียกว่า Ship Tour ค่ะ ทีนี้ล่ะ สารพัดสถานที่ที่ติดป้ายว่า crew only ที่พวกเราอยากเข้าไปนักหนาเนี่ย จะได้รู้กันซะทีว่ามันเป็นยังไง เพราะในชั่วโมงนี้เราจะเห็นนิปปอนมารูแบบหมดเปลือกเลยล่ะค่ะ ทั้งทางเดินลูกเรือ ห้องเครื่อง (ที่ร้อนมากๆๆๆๆ) ห้องทำงานกับตันและพี่ๆ ลูกเรือ ห้องควบคุมการเดินเรือ จอเรดาร์บังคับทิศทาง... ขอบอกว่าพลาดไม่ได้จริงๆ ค่ะ

ส่วนการดูของจริงประเภทที่สองนี่ทำได้ด้วยตัวเองค่ะ..ถ้ามีเวลาว่างๆ ก็ลองเดินเล่นบนเรือดูนะคะ หรือจะเล่นซ่อนหาก็ได้ แต่ระวังจะซ่อนเก่งเกินไป เพราะเพื่อนจะหาไม่เจอ แล้วพาลคิดว่าเราตกเรือตายกลายเป็นผีเฝ้าเรือไปแล้ว .. ลองสำรวจไปเรื่อยๆ นะคะบางที คุณๆ อาจจะค้นพบสถานที่แบบ Unseen Nippon Maru ก็ได้...แล้วอย่าลืมกลับมาเล่าให้เราฟังบ้างล่ะ

 

9. ส่งโปสการ์ดกลับบ้าน

ใครที่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องหรือกระทั่งแฟนหนุ่มแฟนสาวรอคอยฟังข่าวอยู่ที่บ้าน ขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดบริการไปรษณีย์นิปปอนมารูโดยเด็ดขาด ที่นี่เขาเปิดบริการเหมือนไปรษณีย์ทั่วไปรับส่งจดหมายและพัสดุไปทั่วโลก แต่ที่พิเศษสุดที่จะไม่กล่าวถึงมิได้ก็คือจดหมายหรือโปสการ์ดแต่ละฉบับที่คุณส่งจากที่นี่นอกจากจะมีตราประทับของเมืองที่ส่งแล้ว ยังจะมีตราประทับพิเศษของเรือนิปปอนมารูอีกด้วย เปรี้ยว เท่ เก๋ ขนาดนี้ หากแม้นยัยซาร่าแห่งทีวีไดเร็คท์มาเห็นเข้า คงจะต้องตบอกผางพลางร้องว่า โอ้วพระเจ้า..จอร์จคะ มันวิเศษมากเลยค่ะ ชั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริง ๆ”  เรียกว่าพิเศษกว่าจดหมายทั่วไปแน่นอน แถมคนรับยังเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกได้อีกต่างหาก

ปกติเคาน์เตอร์ไปรษณีย์บนเรือนิปปอนมารูจะเปิดให้บริการเราทุกวันค่ะ แต่กว่าจะส่งจดหมายออกไปได้จริงก็ต้องรอเมื่อเรือเข้าฝั่งแล้วนั่นล่ะ โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์นิด ๆ ก็ถึงมือผู้รับ ไม่ช้าไม่นาน

อ้อ..แล้วใครที่ยังนึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไรเป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับไปให้ญาติสนิทมิตรสหายที่บ้าน ลองส่งโปสการ์ดจากประเทศที่เราไปมาสักใบก็ไม่เลวเลยนะคะ ราคาค่าส่งก็ไม่กี่สิบบาท แถมมีคุณค่าทางใจให้คนที่บ้านได้คลายความคิดถึงในช่วงที่เราไม่อยู่ ขอบอกว่าเวิ้กมากค่ะ!!

 

10. เพื่อนแท้

มาถึงข้อสุดท้ายในสิบสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมีโอกาสได้เป็นเด็กเรือและใช้ชีวิตบนเรือนิปปอนมารู นั่นก็คือ หาเพื่อนแท้ให้ได้สักคนค่ะ อันนี้ไม่ได้หมายถึงแค่เพื่อนในกลุ่มทำกิจกรรมเดียวกัน รูมเมทหน้าเดิม หรือเพื่อนที่ทักทายยามเจอหน้า แต่หมายถึงเพื่อนแท้ที่จะยังเป็นเพื่อนกับเราหลังจากจบโครงการแล้ว เพื่อนที่จะยังโทรศัพท์ข้ามประเทศมาคุยกับเราเวลาที่มันเพียงแค่อยากเม้าท์ เพื่อนที่ยังจำวันเกิดเราได้และอุตส่าห์ส่งของขวัญวันเกิดข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้เราแม้จะกลับจากเรือมาหลายปีดีดักแล้ว  เพื่อนที่ลงทุนนั่งรถมาตั้งสิบชั่วโมงเพียงเพื่อจะมาเจอหน้าเราแค่ 2-3 ชั่วโมง เพื่อนที่ยอมบินข้ามประเทศมาเมืองไทยเพียงเพื่อจะได้มาร่วมพิธีแต่งงานของเรา เพื่อนที่แม้ไม่ได้คุยกันบ่อยแต่ก็รู้อยู่ลึก ๆ ว่ามันยังเป็นเพื่อนของเราอยู่เสมอ ถ้าคุณมีเพื่อนแบบนี้หลังจากจบโครงการแล้วแม้แค่คนเดียวก็เท่ากับว่าคุณได้บรรลุวัตถุประสงค์หลักของการไปเรือแล้วล่ะค่ะ

อย่าปล่อยให้การไปโครงการเรือฯ สูญเปล่านะคะ สนุกกับมัน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มาก ๆ แล้วหาเพื่อนดี ๆ ให้ได้สักคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนต่างชาติหรือเพื่อนคนไทยด้วยกันเอง เพื่อนที่เราจะนึกถึงหน้ามันเสมอเมื่อมีคนถามว่า เพื่อนสนิทของคุณมีใครบ้าง?”

…………………………….