เรือเยาวชน บทที่ 6: คืบก็ทะเล... ศอกก็ทะเล
posted on 04 Oct 2009 22:43 by bantiful
วันแรกของการใช้ชีวิตบนเรือที่แล่นอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรแปซิฟิกก็ได้เริ่มขึ้น พอออกทะเลปุ๊บเหลียวซ้ายแลขวา คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเลจริง ๆ ไปไหนก็ไม่ได้ หันไปทางไหนก็เจอแต่หน้าเพื่อน เบื่อกันแค่ไหนก็ไม่มีที่ให้หนีไปซ่อนเพราะเรือมันก็ม่อยู่แค่นี้ ถึงได้เข้าใจถ่องแท้ถึงภาษิตที่ว่า “ลงเรือลำเดียวกัน”
หลังจากตกใจตื่นด้วยมอร์นิ่งคอล (อีกแล้ว..เมื่อไหร่จะเลิกตะโกนปลุกกันเสียที) ฉันก็กระวีกระวาดรีบลุก (และปีน) ลงจากเตียง (ชั้นสอง) เช้านี้จะมัวซึมเซาอยู่มิได้เพราะเป็นวันแรกของกิจกรรมออกกำลังกายยามเช้าหรือ morning exercise ซึ่งกิจกรรมนี้จะจัดเฉพาะช่วงที่เรือแล่นอยู่กลางทะเลเท่านั้น สตรีผู้นิยมความเฮฮาเป็นหมู่คณะอย่างฉันมีหรือจะยอมพลาด ตื่นมาเจ็ดโมงล้างหน้าแปรงฟัน (น้ำยังไม่ต้องอาบ... เดี๋ยวไม่ทัน) เปลี่ยนจากชุดนอนเป็นชุดกีฬา (รหัสชุด Attire D1) มุ่งหน้าสู่ดาดฟ้าเรือหรือ Sport deck เพื่อรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ เยาวชนคนอื่น ๆ ทันที การออกกำลังกายที่นำโดยกลุ่ม SG A ในวันนี้ก็คือการเต้นแอโรบิกธรรมดา ๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในเมืองไทย ตามสถานที่ราชการหรือสวนสาธารณะในตอนเย็น ๆ นั่นแล แต่มันสนุกตรงที่เต้นรวม ๆ กันหลาย ๆ ชาติ เพลงที่ขนเอามาเปิดเต้นประกอบก็มีหลายเวอร์ชั่นสารพัดภาษา ขึ้นอยู่กับสัญชาติของดีเจ
เสร็จตอนแปดโมงก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว จะอาบน้ำ จะกินข้าว หรือจะเดินเล่นกาบเรือชมทะเลยามเช้าก็แล้วแต่จะโปรด เพราะว่าโดยปกติกิจกรรมบนเรือนั้นจะไม่เริ่มจนกว่าจะสิบนาฬิกาตรงของทุกวัน ดังเช่นเช้านี้ กิจกรรมที่อยู่ในตารางที่ระบุไว้ในคัมภีร์อรหันต์โปรแกรมไฟล์ของเราได้แก่ กิจกรรม discussion อีกหน จากที่ทำความรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่วันก่อนนู้น วันนี้ก็ได้เริ่มเข้าเนื้อหาสาระ (อย่าเพิ่งง่วง...) วันนี้สังเกตได้ว่าสมาชิกในกลุ่มอภิปรายนั้นบางตาลงเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะเรือเริ่มแล่นแล้ว หลาย ๆ คนจึงเริ่มเกิดอาการคลื่นเหียนเวียนหัวลากสังขารมาเข้ากลุ่มไม่ไหว เมาเรือนอนซมอยู่ที่เคบิน หนึ่งในนั้นก็มีไจโรเพื่อนรักของฉันเอง ซึ่งลำบากให้ฉันต้องเป็นธุระส่งข้าวส่งน้ำ ส่วนพวกที่เหลือก็มากันแบบสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ดูผะอืดผะอมพาลจะคายของเก่าใส่ถุงอ้วกที่อุตส่าห์ถือติดมือมาด้วยอยู่เนือง ๆ แต่สำหรับฉัน สตรีผู้มีคำนำหน้าชื่อว่า “เภสัชกรหญิง” แล้ว มีหรือจะปล่อยให้ตัวเองเมาเรือง่าย ๆ กระเดือกยาแก้เมาเรือลงคอไปตั้งแต่ตื่นนอนแล้วเว้ย... มิหนำซ้ำยังพกมาเผื่อเพื่อนอีกค่อนลำเรือ ฮ่า ๆ ๆ วันนั้นทั้งวันเยาวชนไทยเลยมาร่วมกิจกรรมได้ค่อนข้างครบ (เพราะได้ยาดี) สร้างความแปลกใจแก่เพื่อนชาติอื่นเป็นที่ยิ่ง
นอกจากการอภิปรายกลุ่มระหว่างชาติแล้ว ในช่วงเย็นของวันนี้เรายังมีกิจกรรมสำคัญอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ การแสดงศิลปะวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ หรือ cultural show เพื่อแนะนำประเทศแต่ละประเทศ ซึ่งในคืนแรกบนเรือนั้นเจ้าบ้านประเทศแรกอย่างมาเลเซียก็ได้รับเกียรติแนะนำตัวก่อนใคร ซึ่งการแสดงของมาเลเซียนั้นมีคอนเซ็ปท์ว่า Malaysia… truly Asia ซึ่งนำเสนอความหลากหลายของชาติพันธุ์และวัฒนธรรมผ่านการแสดงสุดอลังการ ให้เห็นว่ามาเลเซียนั้นประกอบไปด้วยผู้คนต่างเชื้อชาติต่างภาษา ทั้งแขก จีน มาเลย์ แต่สามารถอยู่รวมผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว ประหนึ่งว่าเอาสีสีนสารพันของทั้งทวีปเอเซียมาแต่งแต้มรวมไว้ในประเทศมาเลเซียแห่งเดียวนี้แล้วนั่นเอง ดังนั้นใครอยากไปเที่ยวทั่วเอเชียแต่มีเวลาน้อย ขอแนะนำที่นี่เลย Malaysia… truly Asia
การแสดงศิลปะวัฒนธรรมนี้ปกติจะจัดให้มีขึ้นทุกคืนในขณะที่เรือแล่นอยู่กลางมหาสมุทร ยกเว้นก็แต่วันไหนที่มีกำหนดการแทรกเฉพาะกิจอย่างอื่นเข้ามา เช่น ปาร์ตี้ต่าง ๆ ที่เหล่าเยาวชนเรียกร้อง หรืองานประกวดความงามอย่าง Mister and Miss Nippon Maru Contest เป็นต้น ซึ่งลำดับของการแสดงศิลปะวัฒนธรรมประจำชาตินั้นจะเรียงไปตามลำดับประเทศที่เรือเข้าแวะ ดังนั้นวันที่สองของการแล่นเรือจึงเป็นคิวการแสดงของกัมพูชาซึ่งแม้ปีนี้จะมิได้รับเป็นเกียรติเป็นเจ้าภาพต้อนรับเยาวชนทั้งเรืออย่างเต็มตัวเนื่องจากยังขาดความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน แต่ก็ได้เปิดโอกาสให้เหล่าหัวหน้าคณะ (National leader: NL) และ ผู้นำเยาวชน (Youth leader: YL) ของแต่ละชาติได้ไปเยี่ยมเยือนกรุงพนมเปญโดยทางเครื่องบินและเข้าเฝ้าสมเด็จฮุนเซ็นในวันเดียวกันกับที่เยาวชนส่วนที่เหลือไปเยี่ยมชมปูตราจายาที่มาเลเซียนั้นแล
หลังจากชมการแสดง Cambodian night แล้วถึงได้ซาบซึ้งถึงความเหมือนอย่างแรงของคนไทยกับคนกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงกันจนแยกไม่ออก (จะผิดก็แต่สาวไทยเราจะร่างสูงใหญ่ไซส์นางแบบมากกว่านัก ทั้งนี้ต้องยกอานิสงส์ให้ผลิตภัณฑ์นมหนองโพโฟร์โมสต์และไก่ทอดเคเอฟซี) ความเหมือนทางด้านวัฒนธรรมการร้องรำทำเพลงก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่น่าสังเกต เห็นได้ชัด ๆ จากเพลงรำวงเขมรนั้นมีจังหวะจะโคนสนุกเร้าใจ มันส์สะเด็ดไม่ต่างจากลูกทุ่งบ้านเราเลยทีเดียว ทำเอาพี่ไทยพอได้ฟังเพลงฮิต อาหรับปียา.. ยา..ยา.. แล้วชักอยากจะลุกขึ้นมารำวงเชิ้บ เชิ้บ โชว์ลีลาควักกะปิ ด๊าว ด่าว กับเขาบ้างเลยทีเดียว…
ตีห้ากับอีกสองนาที ของเช้าวันที่ 16 พฤศจิกายน... แม้นาฬิกาข้อมือที่หัวเตียงจะบอกเวลาว่าฉันเพิ่งจะเข้านอนไปได้ยังไม่ถึงสี่ชั่วโมงดี แต่ฉันก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นกะปรี้กะเปร่าอย่างผิดปกติวิสัย ทั้งนี้เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญของเหล่าเยาวชนไทยเนื่องจากเป็นพิธีอัญเชิญธงชาติของประเทศไทยเราเอง สำหรับพวกเราทุกคน นี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งแรกและเพียงครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้อัญเชิญธงชาติไทยบนเรือนิปปอนมารูซึ่งแล่นอยู่ในน่านน้ำของแผ่นดินมาตุภูมิและสำหรับฉันแล้ววันนี้ยิ่งทวีความสำคัญไปอีกโขเมื่อฉันได้รับหน้าที่อันทรงเกียรติเป็นตัวแทนเยาวชนไทยทั้งหมดในการดำเนินพิธีการอัญเชิญธงในเช้าวันนี้ในฐานะพิธีกรของงาน หลังจากสาละวนกับการจัดแจงแต่งเสื้อผ้าหมุนซ้ายหมุนขวาหน้ากระจกจนมั่นใจในชุดสูท A1 เวอร์ชั่นผ้าพันคอสีชมพูแดงแล้ว ฉันก็ไม่ลืมที่จะคว้าบทพูดพิธีกรที่อุตส่าห์นั่งเขียนเอาสด ๆ เมื่อวานนี้ติดมือไปด้วย (ซึ่งบทพูดอันนี้แหละที่มีพี่น้องชาติต่าง ๆ วนเวียนมาขอยืมไปใช้ ประมาณว่าจัดพิธีเชิญธงเมื่อใดก็ใช้สคริปต์ของเราอันนี้แหละ จะเปลี่ยนก็แค่หน้าพิธีกรกับชื่อประเทศเท่านั้นเอง ซึ่งก็ทำให้พี่ไทยเราแอบภูมิใจอยู่ลึก ๆ)
บนดาดฟ้าเรือ สถานที่สารพัดประโยชน์สำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้งนานาชนิดที่ขณะนี้ได้ถูกเนรมิตรให้กลายมาเป็นเวทีเชิญธงชาติสำหรับพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์ในเช้าวันนี้ไปแล้ว ฉันก็พบได้กับเพื่อพ้องน้องพี่เยาวชนไทย บางส่วนที่ได้มารออยู่ก่อนด้วยท่าทีที่สดชื่นพอ ๆ กับฉันเลยทีเดียว
หลังจากซักซ้อมพิธีการ และทำความเข้าใจกันจนพอใจทั้งเยาวชนและเจ้าหน้าที่แอดมินแล้ว ก็ยังเหลือเวลาอีกกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้เริ่มพิธีจริง ๆ พวกเราจึงได้มีโอกาสพูดคุยเล่นหัวกันอย่างสนุกสนาน ยิ่งได้รู้ว่าเรือจะไปถึงกรุงเทพฯ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้วก็ยิ่งคึกคัก ตื่นเต้น บางคนคึกจัดถึงกับลุกขึ้นมาร้องเพลงเจ้าขุนทอง เพลงฮิตจากรายการดังสมัยยังเด็ก นัยว่าให้เข้ากับบรรยากาศยามเช้า อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน.. ว่าไปนั่น บ้างก็จับกลุ่มเม้าท์เรื่องที่จะต้องทำเมื่อกลับไปถึงบ้าน บ้างก็หามุมสวย ๆ ชักรูปกับพระอาทิตย์ยามเช้าไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่ง (และครั้งเดียว) ตูก็ได้ตื่นเช้าก่อนตะวันกะเค้าเหมือนกัน.. บ้างก็เอาโทรศัพท์มือถืออกมาเดินวนเวียนหาคลื่นประหนึ่งเดินสงบจิตเจริญกรรมฐานจงกรมรอบดาดฟ้าเรือ จนเมื่อเห็นเพื่อนชาติต่าง ๆ ทะยอยขึ้นมาสมทบนั่นแลถึงได้กลับมาเข้าประจำตำแหน่งที่แถวของตนอีกครั้ง ในพิธีการอัญเชิญธงชาติครั้งนี้เราใช้เยาวชนไทย 11 คนในการเชิญธงของ 11 ชาติ ส่วนเยาวชนที่เหลือก็เข้าแถวร้องเพลงชาติรวมกับเยาวชนชาติอื่น ๆ อยู่ด้านล่าง ส่วนฉันเองผู้เป็นพิธีกรของงานก็ต้องยืนประจำตำแหน่งด้านหน้าเวที เมื่อเวลาเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีไม่ขาดไม่เกินคุณเจ้าหน้าที่แอดมินก็ได้ให้สัญญาณให้ฉันเริ่มพิธีได้ แม้ฉันจะเคยเป็นพิธีกรมาแล้วหลายในหลายโอกาส ทั้งงานเล็ก งานใหญ่ งานราษฎร์ งานหลวง งานไทย หรือแม้กระทั่งงานอินเตอร์ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติเป็นอย่างเหลือล้นที่ได้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรตัวแทนของประเทศไทยที่ฉันรักยิ่ง
กิจกรรมในช่วงเช้าต่อจากพิธีเชิญธงก็คือกิจกรรมอภิปรายกลุ่มอีกรอบ แต่คราวนี้เหล่าเยาวชนต่างก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เอาแต่ตั้งตาชะเง้อชะแง้รอดูว่าเมื่อไหร่เรือจะถึงกรุงเทพฯ เสียที โดยเฉพาะเหล่าเยาวชนไทย พอมีคลื่นโทรศัพท์ขึ้นมาสักหนึ่งขีดก็ดีใจเป็นล้นพ้นผลัดกันโทรผลัดกันคุยอย่างลิงโลด กิจกรรมอภิปรายวันนี้ก็เลยดูจะกร่อย ๆ เพราะแต่ละคนสมาธิแตกซ่านกันหมดแล้ว เอาแต่แอบมองออกนอกหน้าต่างเรืออยู่เรื่อย ๆ เห็นเกาะแก่งทีก็ชี้ชวนกันดูพลางถกเถียงว่านั่นเกาะสมุยหรือเกาะเต่าหนอ จนคุณเหล็งเหล็ง ผู้นำอภิปรายคนเก่งประจำกลุ่มของเราต้องเปลี่ยนแผนกระทันหัน จากเดิมที่ต้องอภิปรายเคร่งเครียดกันต่อก็งดไว้ชั่วคราว เปลี่ยนเป็นการออกไปซ้อมเชียร์แบบเฮฮาที่กาบเรือแทนให้ได้เห็นวิวชัด ๆ กันไปเลย จริง ๆ แล้วก็น่าดีใจที่เยาวชนชาติอื่น รู้สึกตื่นเต้นกับการมาเยือนกรุงเทพฯ มากขนาดนี้ จากที่สอบถามดูใคร ๆ ก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากมากรุงเทพฯ มานานแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยากมาช็อปปิ้งกันทั้งนั้น เพราะพี่ไทยเราดังเรื่องข้าวของสินค้าที่ทั้งดีทั้งถูกนั่นเอง ทำเอาเยาวชนไทยเรายิ้มแก้มแทบปริ ปลื้มอกปลื้มใจนักหนา แต่แล้วเมื่อตอนออกมายืนที่กาบเรือรอยยิ้มที่เคยระบายอยู่บนไปหน้าก็เหือดหายไปสิ้นเมื่อได้เห็นเยาวชนชาติอื่นชี้ชวนกันดูน้ำทะเลที่เคยเป็นสีฟ้าเข้มสดใสเมื่อตอนที่ออกมาจากมาเลเซียที่บัดนี้ได้กลายมาเป็นสีโคลนขุ่น ๆ ดำ ๆ ไปเสียแล้ว พี่เก๋หัวหน้าเยาวชนของเรามองเห็นแล้วจึงหันมาหาฉัน “ทำไงดี... บอกพวกนี้ว่ายังไงดีล่ะว่าทำไมน้ำทะเลมันดำ” อ้าวพี่เก๋.. ไม่บอกไปตามตรงล่ะว่าบ้านเรามลพิษเยอะ.. แต่แหม..ตอนนั้นก็เข้าใจหัวอกพี่เก๋หรอกที่อยากจะกู้หน้าให้ประเทศชาติ แต่มันก็จนปัญญาจะไปแก้ตัวอย่างไรไหวหลักฐานมันทนโท่ แต่สักพักพี่เก๋แกก็นึกขึ้นมาได้ “นี่ ๆ พี่นึกออกแล้ว บอกเค้าไปสิว่าที่ขุ่น ๆ เนี่ยคือดินแม่น้ำพัดมา ไม่ใช่มลพิษ! เอาตามนี้นะ นัดแนะเพื่อนๆ คนอื่นให้ตอบให้ตรงกันด้วย!” โห..พี่เก๋คิดได้ไงเนี่ย นี่แถมจะชักชวนให้สตรอเบอร์แหลกันทั้งคอนทินเจนท์เชียว เอาวะ..ไหน ๆ ก็มาถึงขั้นนี้ ในเมื่อหัวหน้าสั่งมา ยังไงก็คงต้องว่าตามกัน ว่าแล้วเมื่อตอนที่สาวเซลิน่าเพื่อนชาวบรูไนเอ่ยขึ้นว่า “ทะเลดำจัง” ฉันก็ตอบออกไปแบบเนียน ๆ ว่า “อ๋อ พอดีตรงนี้มันเป็นปากแม่น้ำน่ะจ้ะ เป็นจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงสู่ทะเลพอดี จึงพัดพาเอาเศษตะกอนดินลงมาในทะเลด้วย ไม่ใช่มลพิษอะไรหรอก ดินตะกอนปากแม่น้ำเนี่ยปกติเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มากเลยน้า...” น่าน เอาหลักการทางภูมิศาสตร์เข้าว่าแถมด้วยความรู้ทางชีววิทยาอีกนิด ว่าแล้วก็ตบท้ายด้วยรอยยิ้มอย่างผู้รู้จริงแล้วก็เดินจมูกเชิดจากไป นึกกระหยิ่มในใจ บ๊ะ..เรานี่มันช่างแสดงได้สมบทบาทคงจะกวาดรางวัลสุพรรณหงษ์ ลูกโลกทองคำมานอนกอดได้สบาย แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง “นี่หล่อน..ดินตะกอนแม่น้ำนี่ยังพอฟังขึ้น แต่ไอ้ถุงพลาสติกที่ลอยเท้งเต้งเกลื่อนกลาดพวกนี้ล่ะจะว่ายังไง” อ้าวนังไจโรเพื่อนรักไม่ช่วยกันทำมาหากินแล้วยังจะเอามาแฉให้ได้อายอีกเรอะ!