Midnight Sun: Chapter 1 (ตอนที่ 2/6)
posted on 04 Aug 2009 15:16 by bantiful
Midnight Sun: สุริยาในราตรี
บทที่ 1 ตอนที่ 2
เขาจำเป็นจะต้องออกไปล่าคืนนี้ ช่างไร้เหตุผลที่จะต้องมาเสี่ยงกันแบบนี้ กับการพยายามที่จะทดลอบความแข็งแกร่งของเขา เพื่อสร้างความอดทนอดกลั้น แจสเปอร์ควรจะต้องยอมรับขอบเขตความสามารถของตัวเองแล้วก็พยายามทำให้ดีภายในขอบเขตนั้น การใช้ชีวิตที่ผ่านมาของเขาไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนมามีรูปแบบชีวิตแบบพวกเรา เขาไม่ควรจะเคี่ยวเข็ญบีบคั้นตัวเองแบบนี้
อลิซถอนหายใจเงียบ ๆ และลุกขึ้นยืนพร้อมกับถือถาดอาหารของเธอที่อาจจะเรียกได้อีกอย่างว่า “ของประดับฉาก” ไปด้วย โดยปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพัง เธอรู้ดีว่าเมื่อใดที่เขาได้กำลังใจจากเธอเพียงพอแล้ว ถึงแม้ว่าโรซาลีและเอ็มเม็ทมักจะแสดงออกถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาอย่างโจ่งแจ้งมากกว่า แต่กลับเป็นคู่ของอลิซและแจสเปอร์ที่รับรู้ถึงทุกอารมณ์ของกันและกันได้ดีพอ ๆ กับที่รู้ถึงความรู้สึกตัวเองเลยทีเดียว ราวกับว่าพวกเขาสามารถอ่านใจกันได้ แค่ระหว่างกันสองคน
เอ็ดเวิร์ด คัลเลน
ปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ ผมหันไปทางต้นเสียงที่เรียกชื่อผม ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่การเรียกชื่อก็ตามที แค่ในความคิด
ในเสี้ยววินาที สายตาของผมก็ประสานเข้ากับสายตามนุษย์กลมโตสีน้ำตาลช็อกโกแล็ตคู่หนึ่งที่ประดับอยู่บนผิวสีซีดในกรอบหน้ารูปหัวใจ ผมรู้จักใบหน้านี้ดี แม้ว่าจะไม่เคยได้เห็นกับตาตัวเองมาก่อน นี่คือใบหน้าที่ปรากฏอยู่ในหัวของแทบจะทุกคนวันนี้ นักเรียนใหม่ อิซาเบลล่า สวอน ลูกสาวของสารวัตรของเมืองนี้ ย้ายมาเพราะเรื่องเปลี่ยนผู้ปกครองใหม่หรืออะไรทำนองนี้ เธอบอกทุกคนให้เรียกเธอว่าเบลล่าทุกครั้งที่มีคนเรียกเธอด้วยชื่อเต็ม...
ผมหันหน้าหนีด้วยความเบื่อ ใช้เวลาเพียงวินาทีเดียวก็รู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่คิดชื่อผม
แหงล่ะ หล่อนก็คงจะปิ๊งพวกคัลเลนเข้าแล้ว เสียงความคิดแรกยังคงดำเนินต่อไป
ตอนนี้ผมจำเสียงนี้ได้แล้ว เจสสิก้า สแตนลีย์ เธอไม่ได้รบกวนผมด้วยความคิดในหัวของเธอมาพักใหญ่แล้ว ผมโล่งใจทีเดียวที่ความคลั่งไคล้แบบผิดที่ผิดทางของเธอจบลงไปเสียได้ เมื่อก่อนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะหลีกเร้นไปจากการฝันกลางวันที่น่าสมเพชตลอดเวลาของเธอ ในตอนนั้นผมหวังเหลือเกินว่าจะอธิบายให้เธอเข้าใจได้ว่า ความจริงแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นหากริมฝีปากของผมและฟันที่อยู่ข้างใต้นั้นได้เข้าไปใกล้เธอขนาดนั้น นั่งคงจะช่วยให้เธอหยุดคิดเรื่องเพ้อฝันน่ารำคาญเหล่านั้นไปได้ชะงัดทีเดียว แค่นึกว่าเธอจะมีปฏิกิริยายังไงก็เกือบทำให้ผมยิ้มออกมาได้
คงมีหวังหรอกย่ะ เจสสิก้าคิดต่อ จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้สวยเลยด้วยซ้ำ ไม่เข้าใจว่าทำไมเอริคถึงได้จ้องเธอนัก ...แม้แต่ไมค์
ความคิดเธอสะดุดลงเล็กน้อยเมื่อนึกชื่อสุดท้าย หนุ่มคนใหม่ที่เธอคลั่งไคล้ผู้ซึ่งไม่สนใจเธอสักนิด ไมค์ นิวตัน หนุ่มคนดัง แต่เท่าที่เห็นรู้สึกว่าไมค์จะสนใจนักเรียนใหม่มากกว่าเจสสิก้า เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่อีกนั่นแหละ นี่ทำให้เจสสิก้าเริ่มรู้สึกไม่ชอบใจเด็กใหม่แม้ว่าภายนอกเธอจะทำตัวเป็นมิตรผู้แสนดีพยายามเล่าเรื่องที่ทุกคนรู้ทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับครอบครัวของผม นักเรียนใหม่คงจะถามเธอเรื่องพวกเราแน่ ๆ
ทุกคนก็มองฉันเหมือนกันวันนี้ เจสสิก้านึกกระหยิ่ม โชคดีจังที่เบลล่าเรียนกับฉันตั้งสองคาบแน่ะ พนันได้เลยว่าไมค์จะต้องอยากถามฉันเรื่องหล่อน...
ผมพยายามปิดกั้นความคิดงี่เง่าออกไปจากหัวก่อนที่ เรื่องไร้สาระพวกนี้จะทำให้ผมเป็นประสาท
“เจสสิก้า สแตนลีย์กำลังเล่าเรื่องใส่สีตีไข่เกี่ยวกับครอบครัวคัลเลนให้ยายสวอนนักเรียนใหม่ฟัง” ผมพึมพำกับเอ็มเม็ทเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
เขาหัวเราะหึ ๆ หวังว่าคงปั้นเรื่องที่น่าสนใจบ้างนะ เอ็มเม็ทคิดในใจ
“จริง ๆ แล้วไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าไหร่ แค่เรื่องที่คนเขาซุบซิบนินทานิด ๆ หน่อย ๆ กันอยู่แล้วนั่นละ ไม่มีเรื่องชวนสยองขวัญเลย น่าผิดหวังอยู่นะเนี่ย”
แล้วเด็กใหม่ล่ะ เธอผิดหวังกับเรื่องซุบซิบนี่ด้วยหรือเปล่า?
ผมตั้งใจฟังว่าเด็กใหม่ที่ชื่อเบลล่าจะคิดอย่างไรต่อเรื่องเล่าของเจสสิก้า เธอคิดอย่างไรต่อครอบครัวประหลาดผิวเผือกที่ทุกคนต่างพากันหลบเลี่ยง
ผมถือว่าเป็นความรับผิดชอบของผมที่จะต้องรู้ปฏิกิริยาของเธอ ผมทำตัวเป็นผู้เฝ้าระวังภัยแก่ครอบครัวของผม เพื่อปกป้องพวกเรา ถ้าหากว่ามีใครเริ่มสงสัยผมจะได้เตือนพวกเขาได้แต่เนิ่น ๆ และหาทางถอยหนีได้ง่าย บางครั้งมันก็เกิดขึ้นเหมือนกัน มนุษย์บางคนที่มีจินตนาการล้ำเลิศไปหน่อยก็อาจเห็นเราเป็นเหมือนตัวละครบางตัวในหนังสือหรือภาพยนตร์ แม้ว่าโดยทั่วไปพวกเขาก็มักจะเดาผิด แต่อย่างไรเสียการย้ายไปที่ใหม่ก็ยังดีกว่าเสี่ยงอยู่ให้ถูกสืบรู้ นาน ๆ ครั้งจริง ๆ ที่จะมีใครเดาถูกสักที และเราก็ไม่เคยอยู่ให้เขาได้ทันทดสอบสมมติฐาน พวกเราก็จะหายตัวไปให้กลายเป็นแค่เพียงความทรงจำสยอง...
ผมไม่ได้ยินอะไรเลยแม้ว่าผมจะฟังอย่างตั้งใจตรงบริเวณใกล้กับที่ความคิดไร้สติของเจสสิก้ากำลังพล่ามเพ้อออกมาไม่หยุด ราวกับว่าไม่มีใครนั่งอยู่ข้างเธออย่างนั้นแหละ แปลกจริง หรือว่าเธอย้ายโต๊ะไปแล้วหรือ ไม่น่าจะใช่เพราะเจสสิก้าก็ยังคงดูเหมือนพล่ามพูดกับเธอไม่หยุด ผมเงยหน้าขึ้นมองสำรวจ รู้สึกเสียศูนย์นิดหน่อย การเช็คว่า "การได้ยิน" พิเศษของผมทำงานถูกต้องหรือเปล่านั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยต้องทำมาก่อนเลย
อีกครั้งที่ผมประสานสายตากับดวงตากลมโตสีน้ำตาล เธอยังนั่งอยู่ตรงที่เธอเคยนั่ง จ้องมองมาที่พวกเรา ผม คิดว่าการจ้องมองถือเป็นเรื่องปกติที่จะทำในเมื่อเจสสิก้ายังคงให้ความ บันเทิงแก่เธอโดยการเล่าเรื่องซุบซิบที่คนแถวนี้พูดกันเกี่ยวกับครอบครัวคัล เลน
และการคิดเรื่องของครอบครัวเราก็น่าจะเป็นสิ่งปกติที่คนจะทำกันด้วยในเวลาอย่างนี้
แต่ผมก็ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงกระซิบ
แก้มเธอฝาดสีแดงแลดูอุ่นและยวนใจขณะที่เธอก้มหน้าหลบตา อายที่ถูกจับได้ว่ากำลังแอบจ้องคนแปลกหน้าอยู่ ยังดีที่แจสเปอร์ยังคงจ้องมองไปนอกหน้าต่าง ผมไม่อยากจะนึกเลยว่าเลือดสูบฉีดที่แก้มเธอนั้นจะมีผลอย่างไรต่อการควบคุมตัวเองของเขา
เธอแสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้าชัดเจนราวกับสลักไว้บนหน้าผากเธอเลยทีเดียว ความรู้สึกประหลาดใจในขณะที่พยายามเข้าใจลักษณะแตกต่างน้อยนิดระหว่างคนแบบพวกเธอกับพวกผม ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของเจสสิก้า และยังมีความรู้สึกที่มากกว่านั้น... ความหลงใหล? เธอไม่ใช่คนแรกที่รู้สึกเช่นนั้น พวกเราสวยงามในสายตามนุษย์ซึ่งเป็นเหยื่อของเรา และความรู้สึกสุดท้าย อาย เมื่อผมจับได้ว่าเธอกำลังจ้องผมอยู่
ถึงกระนั้น แม้ว่าความคิดของเธอจะแสดงออกมาชัดแจ้งทางดวงตาอันน่าพิศวงคู่นั้น (ที่น่าพิศวงเพราะความลึกเกินหยั่ง ตามธรรมดาความเข้มของตาสีน้ำตาลมักจะดูแบนไร้มิติ) ผมกลับไม่ได้ยินอะไรเลยจากตรงที่เธอนั่ง ไม่มีอะไรเลย
ผมเริ่มกระวนกระวายใจ
ผมไม่เคยพบเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย นี่ผมมีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่า ผมก็รู้สึกปกติดีเหมือนเคย ผมกังวลและเริ่มตั้งใจฟังหนักขึ้น
ทันใดนั้นเสียงต่าง ๆ ที่ผมปิดกั้นมาตลอดก็ทะลักเข้ามาตะโกนก้องในหัวผมเต็มไปหมด
...สงสัยจังว่าเธอชอบเพลงแบบไหน...บางทีฉันน่าจะลองคุยเรื่องซีดีใหม่นั่น... ไมค์ นิวตันนั่งคิดอยู่ห่างออกไปอีกสองโต๊ะขณะที่จ้องเบลล่า สวอนเขม็ง
ดูหมอนั่นจ้องเธอสิ แค่นี้ยังไม่พอหรือไงที่ผู้หญิงแทบจะครึ่งโรงเรียนรอให้เขา....เอริค ยอร์กี้คิดอย่างเจ็บใจ ขณะที่ตัวเองก็คิดวุ่นวายเรื่องเบลล่าอยู่เหมือนกัน
...ทุเรศชะมัด อย่างกับเธอเป็นคนดังหรืออะไรอย่างนั้น...แม้แต่เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ก็ยังจ้องเธอ...ลอเรน มัลลอรีอิจฉาจนหน้าเปลี่ยนสี แล้วดูยัยเจสสิก้าทำเป็นอวดเพื่อนรักคนใหม่ของหล่อนสิ อยากจะหัวร่อ... วิทริออลพล่ามต่อจากความคิดของลอเรน
...พนันได้เลยว่าทุกคนจะต้องถามเธอเรื่องนั้นแล้วแหง ๆ แต่ฉันก็ยังอยากคุยกับเธออยู่ดี เดี๋ยวลองคิดหาคำถามที่เจ๋ง ๆ ไม่ซ้ำใครกว่านั้นดีกว่า...แอชลีย์ ดาวลิ่งครุ่นคิด
...บางทีเธออาจจะเรียนภาษาสเปนห้องเดียวกับฉันก็ได้... จูน ริชาร์ดสันแอบหวัง
...มีอะไรต้องทำเพียบเลยคืนนี้! ทั้งตรีโกณแล้วก็สอบภาษาอังกฤษอีก หวังว่าแม่ฉัน...แองเจล่า เวเบอร์สาวเงียบขรึมผู้มีความคิดอ่อนโยนเสมอ เป็นคนเดียวในโต๊ะนั้นที่ไม่ได้คิดหมกหมุ่นเรื่องเบลล่า
ผมได้ยินทั้งหมด ทุกรายละเอียดเล็กน้อยที่พวกเขาคิดขึ้นมาในหัว แต่ไม่ได้ยินอะไรเลยจากนักเรียนใหม่ผู้มีดวงตาที่ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
แน่นอนว่าผมได้ยินว่าเธอพูดอะไรเมื่อเธอพูดกับเจสสิก้า ผมไม่จำเป็นต้องอ่านใจเพื่อให้ได้ยินเสียงต่ำ ๆ ที่ชัดเจนของเธอจากอีกฟากของห้องใหญ่นี้
“แล้วหนุ่มผมสีน้ำตาลแดงคนนั้นเป็นใคร” ผมได้ยินเธอถามพลางลอบมองผมทางหางตาและต้องหลบวูบเมื่อรู้ว่าผมยังคงจ้องเธออยู่
หาก ผมหวังว่าการได้ยินเสียงของเธอจะช่วยให้ผมเพ่งเป้าหาเสียงความคิดของเธอที่ ผมอาจจะพลาดได้ยินตกหล่นไปที่ไหนสักแห่งได้ง่ายขึ้นแล้วละก็ ผมก็ต้องผิดหวังทันที ปกติแล้วเสียงความคิดของคน ๆ หนึ่งจะมีความใกล้เคียงกับเสียงจริงของพวกเขา แต่เสียงเบา ๆ ที่เจือความอายแบบนี้กลับไม่คุ้นหูผมเสียเลย ผมแน่ใจว่ามันไม่ใช่เสียงใดเสียงหนึ่งในเสียงเป็นร้อย ๆ เสียงที่ผมได้ยินก้องสะท้อนในห้องนี้เลย เป็นเสียงใหม่โดยสิ้นเชิง
เฮอะ...โชคดีเถอะย่ะ ยัยโง่! เจสสิก้าคิดก่อนที่ตอบคำถามของหญิงสาว
“นั่นเอ็ดเวิร์ด แน่ล่ะว่าเขาหล่อระเบิดเลย แต่อย่าหวังให้เสียเวลาดีกว่า เขาไม่คบใครหรอก เท่าที่เห็นไม่มีสาวคนไหนสวยพอสำหรับเขา” เธอพูด
ผมหันหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้ม เจสสิก้าและเพื่อน ๆ ของเธอช่างไม่รู้เลยว่าโชคดีแค่ไหนที่ผมไม่เห็นว่าพวกเธอน่าสนใจเป็นพิเศษ
ลึกภายใต้มุกตลกเล็ก ๆ นี้ ผมรู้สึกถึงความต้องการแปลก ๆ บางอย่าง ความรู้สึกที่ผมไม่ค่อยเข้าใจดีนัก มันเกี่ยวกับส่วนประสงค์ร้ายของความคิดของเจสสิก้าที่เด็กใหม่นั่นไม่ได้รับรู้เลย ผมรู้สึกถึงความต้องการที่จะเข้าไปคั่นกลางเพื่อปกป้องเบลล่า สวอนจากความคิดร้ายกาจของเจสสิก้า เป็นความรู้สึกที่แปลกจริง ๆ ผมพยายามที่จะหาสาเหตุที่ทำให้ผมต้องการทำเช่นนั้น ผมสำรวจเด็กใหม่อีกครั้ง
บางทีอาจจะเป็นสัญชาตญาณของการปกป้องที่ถูกฝังมานานก็เป็นได้ ผู้แข็งแกร่งย่อมต้องปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า หญิงสาวคนนี้ดูบอบบางกว่าเพื่อน ๆ ของเธอ ผิวของเธอช่างบางจนโปร่งแสงเสียจนไม่น่าเชื่อว่ามันจะสามารถปกป้องเธอจากโลกภายนอกได้ ผมมองเห็นเลือดที่สูบฉีดเป็นจังหวะผ่านเส้นเลือดภายใต้เนื้อเยื่อบางใสสีซีดนั้น แต่ผมก็ไม่ควรจะเพ่งพินิจคิดเรื่องนี้มากนัก แม้ว่าผมทำได้ดีทีเดียวในรูปแบบชีวิตที่ผมเลือกนี้ แต่ผมก็กระหายไม่แพ้แจสเปอร์และมันก็ไม่มีเหตุผลเสียเลยที่จะเปิดโอกาสให้แก่ความยั่วใจ
มีรอยย่นบาง ๆ ปรากฏอยู่ระหว่างคิ้วของเธอโดยที่เธอไม่รู้ตัว
มันน่าหงุดหงิดจนไม่น่าเชื่อ เห็นได้ชัดว่าเธอเครียดที่ต้องนั่งอยู่ตรงนั้น ต้องคุยกับคนแปลกหน้าพวกนั้น ต้องตกเป็นเป้าของความสนใจ รู้สึกได้เลยว่าเธอกำลังอายจากวิธีที่เธอห่อไหล่บอบบางของเธอเหมือนคาดว่าจะถูกใครปฏิเสธอยู่ทุกชั่วขณะ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรผมก็ได้เพียงแค่รู้สึก ได้แค่มองเห็น ได้แค่จินตนาการเอาเองไม่มีอะไรเลยนอกจากวามเงียบงันจากเด็กหญิงมนุษย์ธรรมดา ๆ คนนี้
“จะไปกันหรือยัง” โรซาลีพึมพำขึ้นมา ทำลายการเพ่งสมาธิของผมลง
ผมเบือนหน้ามาจากเด็กสาวด้วยความรู้สึกโล่งอก ผมไม่อยากจะล้มเหลวซ้ำ ๆ ในเรื่องนี้ มันทำให้ผมรำคาญ และผมก็ไม่ได้อยากจะสนใจความคิดลึกลับของเธอเพียงเพราะว่ามันลึกลับสำหรับผม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อผมไขความคิดเธอได้ ซึ่งผมจะต้องทำได้แน่ มันก็คงจะไร้สาระและน่าเบื่อเหมือนความคิดมนุษย์ทั่ว ๆ ไปแน่ ซึ่งก็คงไม่คุ้มค่าเหนื่อย
“แล้วเด็กใหม่เริ่มกลัวพวกเราแล้วหรือยัง” เอ็มเม็ทถาม ยังคงรอคำตอบของคำถามก่อนหน้านั้น
ผมยักไหล่ เขาไม่ได้ใส่ใจพอจะเค้นข้อมูลต่อ ผมก็ไม่ใส่ใจเหมือนกัน
พวกเราลุกจากโต๊ะและเดินออกจากโรงอาหาร
เอ็มเม็ท โรซาลีและแจสเปอร์ ทำตัวเป็นนักเรียนปีสุดท้ายและแยกย้ายกันเข้าชั้นเรียนของพวกเขา ส่วนผมสวมบทเป็นนักเรียนรุ่นน้อง ผมมุ่งหน้าไปยังชั้นเรียนชีววิทยาของปีหนึ่ง ตั้งใจเตรียมรับกับความน่าเบื่อ ผม ไม่คิดว่าอาจารย์แบนเนอร์ชายผู้มีความฉลาดในระดับปานกลางจะหาอะไรที่น่าสนใจ มาสอนในชั้นเรียนที่จะทำให้คนที่จบปริญญาแพทยศาสตร์มาตั้งสองใบตื่นเต้นได้
เมื่อมาถึงห้อง ผมนั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเองแล้วปล่อยให้หนังสือ (ซึ่งเป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉากอีกเช่นกัน ด้วยว่าไม่มีอะไรในนั้นที่ผมไม่รู้อยู่ก่อนแล้ว) วางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ ผมเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวในชั้นที่ได้โต๊ะทั้งหมดเป็นของตัวเอง แม้พวกมนุษย์จะไม่ฉลาดพอที่จะรู้ได้ว่าพวกเขากลัวผมแต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของพวกเขาก็ดีพอที่จะอยู่ห่าง ๆ ผมไว้
ห้องเรียนเริ่มเต็มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทุกคนเริ่มทยอยกลับมาจากพักเที่ยง ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้และรอให้เวลาผ่านไป อีกครั้งที่ผมปรารถนาว่าผมจะนอนหลับได้
เป็นเพราะผมกำลังนึกถึงเธออยู่พอดี เมื่อแองเจลา เวเบอร์พาเด็กใหม่เข้าประตูมา ชื่อเธอจึงแทรกเข้ามาในความสนใจของผมทันที
เบลล่าดูขี้อายพอ ๆ กับฉันเลย วันนี้คงจะเป็นวันที่หนักหนาสำหรับเธอพอดู ฉันก็อยากจะพูดอะไรบ้างหรอก... แต่มันคงจะฟังดูโง่ ๆ ....
เจ๋ง! ไมค์ นิวตันคิด พลางหมุนที่นั่งหันมาจ้องเด็กใหม่
แต่จากตรงที่เบลล่า สวอน ยืนอยู่ ไม่มีเสียงอะไรเลย ความเงียบว่างเปล่าตรงที่ความคิดของเธอควรอยู่ทำให้ผมหงุดหงิดและแทบสติแตก
เธอเดินใกล้เข้ามาผ่านช่องทางเดินติดกับที่นั่งผมเพื่อเดินไปยังโต๊ะอาจารย์ เด็กสาวที่น่าสงสาร ที่นั่งข้าง ๆ ผมเป็นที่นั่งเดียวที่ว่างอยู่ ผมจัดแจงเก็บข้าวของจากโต๊ะฝั่งที่ควรจะเป็นของเธอโดยอัตโนมัติ กวาดหนังสือรวบเป็นกอง ผมไม่คิดว่าเธอจะสบายใจที่ต้องนั่งตรงนี้นักหรอก เธอต้องเรียนในชั้นนี้ไปอีกหนึ่งเทอมยาว ๆ เป็นอย่างน้อย แต่ว่าบางทีการได้นั่งข้างเธออาจจะช่วยให้ผมล้วงความลับเธอได้ง่ายขึ้น ...ก็ใช่ว่าผมจำเป็นต้องอยู่ใกล้ ๆ เพื่ออ่านใจคนหรอกนะ ...แล้วก็ใช่ว่าจะมีอะไรที่น่าสนใจพอให้ผมอยากฟังเสียหน่อย
เบลล่า สวอนเดินตรงเข้ามาในกระแสอากาศอุ่น ๆ ที่พัดจากช่องระบายอากาศตรงมายังผม
กลิ่นของเธอพุ่งเข้ามาปะทะผมอย่างจังเหมือนลูกตุ้มเหล็กที่พุ่งจู่โจมหนักหน่วงราวกับจะบดขยี้ ไม่มีภาพใดที่จะรุนแรงพอที่จะบรรยายพลังของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวผมได้
ในวินาทีนั้นผมแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นอยู่เลย แม้แต่เศษเสี้ยวความเป็นมนุษย์ที่ผมสวมบทบาทไว้ก็ไม่มีเหลือหลอ
ผมเป็นนักล่าและเธอก็เป็นเหยื่อของผม ในโลกนี้ไม่เหลืออะไรอีกแล้วนอกจากความจริงข้อนี้
ผมไม่สนใจว่าจะมีพยานรู้เห็นอยู่เต็มห้อง ผมนับรวมพวกเขาเป็นเหยื่อไปด้วยแล้ว ความลึกลับน่าค้นหาของความคิดเธอถูกลืมไปหมดสิ้น ความคิดของเธอไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว เพราะเธอจะไม่มีโอกาสได้คิดไปอีกนานนักหรอก
ผมเป็น แวมไพร์ และเธอก็มีเลือดที่กลิ่นหวานหอมที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมาตลอดเวลาแปดสิบปีมานี้
ผมไม่เคยนึกเลยว่าจะมีกลิ่นที่หอมหวานขนาดนี้อยู่จริง ถ้าผมรู้ ผมคงออกไปเสาะหาเสียนานแล้ว ผมคงจะพลิกแผ่นดินควานหาตัวเธอไปในทุกตารางนิ้วบนโลกใบนี้ ผมจินตนาการได้เลยว่ารสชาติของมันจะเป็นเช่นไร...
ความกระหายแผดเผาภายในลำคอผมราวกับไฟ ปากของผมแห้งผาก แม้แต่พิษที่ไหลท่วมอยู่ในปากก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกนี้หายไปได้เลย ท้องไส้ผมเริ่มบิดมวนด้วยความอยากที่สะท้อนรับความกระหายนี้ กล้ามเนื้อผมหดเกร็งเตรียมจู่โจม
เวลาผ่านไปยังไม่ถึงวินาที เธอยังคงก้าวเท้าก้าวเดิมและยังคงอยู่ในตำแหน่งเหนือลม
เมื่อเท้าเธอแตะพื้น เธอชำเลืองมองมาทางผม เห็นได้ชัดว่าเธอตั้งใจลอบมองไม่ให้ผมรู้ตัว ตาของเราประสานกัน และผมได้เห็นภาพตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตากลมโตของเธอ
ผมตกตะลึงกับใบหน้าที่ผมได้เห็นในดวงตานั้น ซึ่งนั่นก็ช่วยยืดชีวิตของเด็กสาวคนนั้นไปได้อีกเล็กน้อยในช่วงเวลาที่แสนยากลำบากนี้

#1 By nok (125.27.205.50) on 2009-08-30 11:42