Midnight Sun: Chapter 1 (ตอนที่ 5/6)
posted on 15 Sep 2009 00:08 by bantiful

แปล Midnight Sun : สุริยาในราตรี
บทที่ 1 ตอนที่ 5/6
ตอนที่ผมพุ่งออกมาจากห้องเรียนผมไม่สามารถเดินให้ช้าเท่าที่ควรจะเป็นได้ หากมีใครกำลังจ้องมองผมอยู่ ก็คงจะสงสัยว่ามีบางอย่างผิดปกติในวิธีการเดินของผมเป็นแน่ แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นผม ความคิดของมนุษย์ทุกคนยังคงวนเวียนอยู่กับเด็กสาวผู้ถูกตัดสินให้ได้รับโทษประหารในเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงนี้
ผมหลบอยู่ในรถ
ผมไม่อยากคิดว่าตัวเองจะต้องมาหลบซ่อนอยู่แบบนี้ ฟังดูขี้ขลาดตาขาวสิ้นดี แต่ในกรณีนี้มันจำเป็นอย่างไม่ต้องสงสัย
ในตอนนี้ผมไม่มีวินัยในตนเองมากพอที่จะไปอยู่ใกล้กับมนุษย์ได้ ผมได้ใช้พละกำลังของผมที่มีหมดไปกับการจดจ่อมุ่งมั่นที่จะไม่ฆ่ามนุษย์คนหนึ่ง จนถึงตอนนี้ผมไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะต่อต้านมนุษย์คนอื่นได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นความพยายามคงสูญเปล่า หากว่าผมจะต้องยอมแพ้ให้แก่เจ้าปีศาจร้าย ผมก็น่าจะทำอะไรให้คุ้มค่ากับความปราชัยนั้นเสียด้วย
ผมเล่นซีดีเพลงที่โดยปกติแล้วจะช่วยให้ผมสงบและผ่อนคลาย แต่ในตอนนี้มันแทบจะไม่ช่วยเลย ไม่สิ... สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดในตอนนี้ก็คืออากาศสะอาดเย็นชื้นเจือด้วยละอองฝนบางเบาที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ต่างหาก แม้ว่าผมจะยังคงจดจำกลิ่นเลือดของเบลล่า สวอนได้อย่างแจ่มชัด แต่การสูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปก็เปรียบเสมือนการชำระล้างภายในร่างกายผมจากพิษของการติดเชื้อนั่นเอง
ผมกลับมามีสติอีกครั้ง ผมสามารถใช้ความคิดได้อีกครั้ง และผมสามารถต่อสู้ได้อีกหน ผมสามารถต่อสู้กับสิ่งที่ผมไม่ปรารถนาจะเป็นได้
ผมไม่จำเป็นจะต้องไปที่บ้านของเธอ ผมไม่จำเป็นต้องฆ่าเธอ เห็นได้ชัดว่าผมเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถคิดอย่างมีเหตุมีผลได้ และผมก็มีทางเลือก ทุกอย่างมีทางออกเสมอ
ผมไม่ได้รู้สึกแบบนี้ตอนที่อยู่ในห้องเรียน... แต่ตอนนี้ผมออกห่างจากเธอมาแล้ว บางทีหากผมระมัดระวังตัวมาก ๆ ที่จะไม่อยู่ใกล้เธอ ผมอาจจะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลยก็ได้ ในตอนนี้ผมจัดแจงทุกสิ่งในชีวิตให้เป็นไปในวิถีที่ผมปรารถนาแล้ว แล้วเหตุใดผมจะต้องปล่อยให้ใครบางคนที่มีกลิ่นยั่วน้ำลายและน่าโมโหคนหนึ่งมาทำงายมันลงด้วย
ผมไม่จำเป็นต้องทำให้พ่อผมผิดหวัง ผมไม่จำเป็นต้องทำให้แม่ต้องคิดมาก กังวล ...และเจ็บปวด แน่ล่ะว่ามันจะต้องทำร้ายจิตใจแม่บุญธรรมของผมด้วย และเอสเม่นั้นช่างมีจิตใจงดงาม อ่อนหวาน และอ่อนโยน การทำให้เอสเม่ต้องเจ็บปวดเสียใจนั้นถือเป็นเรื่องซึ่งไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่ง
ช่างน่าขันที่ผมเคยคิดอยากจะปกป้องมนุษย์ผู้หญิงคนนี้จากความคิดน่ารังเกียจของเจสสิก้า สแตนลีย์ที่แสนจะไร้สาระและไร้พิษภัย ผมคงเป็นคนสุดท้ายที่น่าจะเรียกว่าผู้ปกป้องคุ้มครองอิซาเบลล่า สวอน และเธอก็คงจะไม่ต้องการการปกป้องจากภัยอื่นใดไปมากกว่าการปกป้องภัยจากผมหรอก
อลิซไปอยู่เสียที่ไหน? ผมนึกสงสัยขึ้นทันใด นี่เธอไม่ได้เห็นภาพผมกำลังฆ่าเด็กสาวสวอนด้วยสารพัดวิธีหรอกหรือ จะอย่างไรก็แล้วแต่ ทำไมเธอจึงไม่มาช่วย หรือมาห้าม หรือมาช่วยผมเก็บกวาดหลักฐานนะ? หรือเธอกำลังหมกมุ่นอยู่กับการเฝ้าระวังภัยเรื่องแจสเปอร์มากเสียจนเธอพลาดความเป็นไปได้ที่น่าเขย่าขวัญกว่าเป็นไหน ๆ เหล่านี้ไป? หรือว่าผมเข้มแข็งกว่าที่ผมคิด? หรือว่าจริง ๆ แล้วผมจะไม่ทำอะไรเด็กผู้หญิงคนนี้เลย?
ไม่หรอก ผมรู้ว่านั่นไม่จริง อลิซน่าจะกำลังจดจ่อเพ่งสมาธิไปยังแจสเปอร์อย่างหนัก
ผมค้นหาไปในทิศที่เธออยู่ซึ่งผมรู้ดี ตึกเก่าหลังเล็กที่ใช้เป็นห้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ผมใช้เวลาไม่นานนักในการหาตำแหน่ง “เสียง” ที่คุ้นเคยของเธอ และผมก็คาดถูก ทุกเสี้ยวความคิดของเธอพุ่งตรงไปยังแจสเปอร์ วิเคราะห์ทางเลือกของเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขาในทุกรายละเอียด
ผมหวังว่าผมจะขอคำปรึกษาจากเธอได้ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ดีใจที่เธอไม่ได้รับรู้ว่าผมสามารถทำอะไรได้บ้าง ดีใจที่เธอไม่ได้รับรู้ถึงการสังหารหมู่ที่ผมวางแผนไว้ในชั่วโมงที่ผ่านมา
ผมรู้สึกว่าร่างกายถูกแผดเผาอีกครั้ง แผดเผาด้วยความละอาย ผมไม่ต้องการให้พวกเขารับรู้
หากผมสามารถหลีกเลี่ยงเบลล่า สวอนได้ หากผมสามารถควบคุมตัวเองไม่ให้ฆ่าเธอ (เพียงแค่ผมคิดเรื่องนี้ ปิศาจร้ายในตัวผมก็บิดเร่าพร้อมเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความขุ่นเคืองใจแล้ว) เช่นนั้นก็ไม่มีใครจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ ถ้าผมสามารถอยู่ห่างจากกลิ่นของเธอได้...
อย่างน้อยก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่ผมจะไม่ลองทำดู เลือกหนทางที่ถูกต้อง พยายามเป็นในสิ่งที่คาร์ไลล์คิดว่าผมเป็น
ชั่วโมงสุดท้ายของการเรียนใกล้จบลงแล้ว ผมตัดสินใจทำตามแผนการใหม่ที่วางไว้ทันที ซึ่งดีกว่าการนั่งอยู่ในลานจอดรถที่เธออาจจะเดินผ่านมาแล้วทำลายความพยายามทั้งหมดของผมลง อีกครั้งที่ผมรู้สึกถึงความเกลียดชังเธออย่างไร้เหตุผล ผมเกลียดที่เธอมีอำนาจเหนือผมแม้ว่าเธอจะไม่รู้ตัว เกลียดที่เธอสามารถทำให้ผมกลายเป็นสิ่งที่ผมเคยประณาม
ผมเดินผ่านบริเวณโรงเรียนไปยังห้องธุรการอย่างรวดเร็ว เร็วเกินไปด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น ไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่เบลล่า สวอนจะต้องเดินผ่านมาใกล้ผมในตอนนี้ ผมจะหลีกเลี่ยงเธอประหนึ่งว่าเธอเป็นโรคระบาดเลยทีเดียว
ในห้องธุรการไม่มีใครเลยนอกจากเลขานุการ ซึ่งเป็นคนที่ผมอยากพบพอดี
เธอไม่ได้สังเกตว่าผมเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ
“คุณโคปครับ?”
หญิงผู้มีผมแดงแบบไม่เป็นธรรมชาติเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอเบิกกว้าง พวกเขามีอาการเผลอตัวเช่นนี้เสมอเมื่อเผชิญหน้ากับพวกเรา สิ่งบ่งชี้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พวกเขาไม่เข้าใจความหมาย ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นผมหรือคนในครอบครัวของผมมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วก็ตาม
“โอ้” เธอหายใจเฮือกด้วยความประหลาดใจ ท่าทางสับสนเล็กน้อย เธอลูบเสื้อให้เรียบ อย่าโง่น่า เธอคิดในใจ เขาเด็กคราวลูกฉันเลยนะ เด็กเกินไปที่จะไปคิดแบบนั้น... “สวัสดีจ้ะ เอ็ดเวิร์ด มีอะไรให้ฉันช่วยหรือ?” ขนตาของเธอกระพริบขึ้นลงอย่างรวดเร็วหลังแว่นตาหนาเตอะ
แม้จะอึดอัดใจ แต่ผมก็รู้ดีว่าจะทำตัวให้มีเสน่ห์ได้อย่างไรถ้าผมต้องการ มันง่ายมากเมื่อผมรู้ว่าต้องวางกิริยาท่าทางและใช้น้ำเสียงแบบใดจึงจะได้ผล
ผมโน้มตัวไปข้างหน้าและสบตาเธอราวกับว่าผมกำลังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเล็กหยีสีน้ำตาลที่ดูตื้นเขินของเธอ ความคิดของเธอบินเตลิดไปแล้ว น่าจะง่ายแล้วล่ะ
“ผมอยากรู้ว่าคุณพอจะช่วยผมเรื่องตารางเรียนได้ไหมครับ?” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ที่ผมสงวนไว้ใช้ในยามที่ผมไม่อยากให้มนุษย์รู้สึกกลัว
ผมได้ยินเสียงหัวใจเธอเร่งจังหวะรัวเร็ว
“ได้สิจ๊ะ เอ็ดเวิร์ด จะให้ฉันช่วยยังไงจ๊ะ” เด็กเกินไป เด็กเกินไป เธอท่องอยู่ในใจซ้ำไปซ้ำมา แน่ล่ะว่านั่นน่ะผิด ผมแก่ยิ่งกว่าปู่ของเธอเสียอีก แต่ถ้าดูกันตามใบขับขี่ของผมแล้ว ก็ถูกของเธอ
“ผมสงสัยว่าจะขอเปลี่ยนชั้นเรียนจากวิชาชีววิทยาไปเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของปีสามได้ไหมครับ? อย่างเช่นวิชาฟิสิกส์ก็ได้ครับ”
“เธอมีปัญหาอะไรกับอาจารย์แบนเนอร์หรือเปล่าจ๊ะเอ็ดเวิร์ด?”
“ไม่เลยครับ เพียงแค่ผมเคยเรียนเนื้อหาพวกนี้มาหมดแล้ว...”
“ในโรงเรียนหลักสูตรเร่งรัดที่พวกเธอไปเรียนที่อลาสก้าสินะ” เธอเม้มริมฝีปากบางของเธอในขณะที่ใช้ความคิด เด็กพวกนี้น่าจะไปเรียนในระดับวิทยาลัยแล้วด้วยซ้ำ ฉันเคยได้ยินพวกอาจารย์ บ่นอยู่เหมือนกัน เกรด 4.00ไม่มีที่ติ ไม่เคยลังเลเวลาตอบคำถาม เวลาสอบก็ไม่เคยตอบผิด อย่างกับว่าพวกเขารู้วิธีโกงข้อสอบได้ทุกวิชาอย่างนั้นแหละ อาจารย์วาร์เนอร์น่ะอยากจะเชื่อว่าพวกเขาโกงข้อสอบมากกว่าจะคิดว่าพวกนักเรียนฉลาดกว่าตัวเอง... พนันได้เลยว่าแม่พวกเขาต้องติวให้... “อันที่จริงนะเอ็ดเวิร์ด ตอนนี้วิชาฟิสิกส์เต็มไปแล้วล่ะจ้ะ อาจารย์แบนเนอร์ไม่ชอบให้รับนักเรียนมากกว่ายี่สิบห้าคนต่อห้องนะ...”
“ผมไม่ก่อปัญหาหรอกครับ”
แน่อยู่แล้ว พวกคัลเลนที่สมบูรณ์แบบไม่ก่อปัญหาอยู่แล้ว “ฉันรู้จ้ะ เอ็ดเวิร์ด แต่เรื่องของเรื่องก็คือเรามีที่นั่งไม่พอ...”
“ถ้าเช่นนั้น ผมขอถอนวิชานี้ได้ไหมครับ ผมจะได้เอาเวลานั้นไปใช้ศึกษาด้วยตัวเองได้”
“ถอนวิชาชีววิทยาเลยหรือ?” เธออ้าปากค้าง นี่มันบ้าชัด ๆ มันจะยากเย็นสักแค่ไหนกันเชียวที่ต้องทนนั่งฟังในเรื่องเคยเรียนมาแล้ว จะต้องมีปัญหากับอาจารย์แบนเนอร์แน่ ๆ ฉันควร เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาบ๊อบดีไหมนะ? “เธอจะมีหน่วยกิตไม่พอให้เรียนจบนะ”
“ผมจะลงเรียนใหม่ปีหน้าก็ได้ครับ”
“บางทีเธอน่าจะคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ดูก่อนนะ”
ประตูข้างหลังผมเปิดออก แต่ใครก็ตามที่เดินเข้ามาไม่ได้กำลังนึกถึงผม ผมจึงไม่ได้สนใจ ผมยังคงจดจ่ออยู่กับคุณโคป ผมโน้มตัวเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นและเบิกตาให้โตขึ้นอีกนิด ซึ่งมันน่าจะได้ผลดีกว่านี้ถ้าตาของผมเป็นสีทอง ไม่ใช่สีดำอย่างตอนนี้ สีดำมักทำให้คนรู้สึกกลัว อย่างที่ควรมันจะเป็น
“ได้โปรดเถอะครับ คุณโคป” ผมใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและชวนคล้อยตามมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะว่าไปแล้วก็ถือว่าชวนให้คล้อยตามมากเลยทีเดียว “ไม่มีห้องอื่นที่ผมจะลงได้เลยหรือครับ? ผมว่ามันน่าจะมีตรงไหนสักแห่งในตารางที่ยังว่างอยู่นะครับ ไม่น่าจะมีแค่วิชาชีววิทยาคาบหกเท่านั้น...”
ผมยิ้มให้เธอ ระมัดระวังไม่ให้ฟันของผมโผล่ออกมามากจนเกินไปจนทำให้เธอกลัว ให้รอยยิ้มช่วยทำให้สีหน้าของผมอ่อนโยนขึ้น
ใจเธอเต้นไม่เป็นส่ำ เด็กเกินไป เธอรีบเตือนตัวเอง “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะลองคุยกับบ๊อบ เอ่อ.. อาจารย์แบบเนอร์น่ะ จะลองดูให้ว่า...”
แล้วในหนึ่งวินาทีนั้นเองทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ตั้งแต่บรรยากาศภายในห้อง ภารกิจของผมที่นี่ ไปจนถึงเหตุผลที่ผมต้องโน้มตัวไปหาผู้หญิงผมแดงคนนี้ ทุกสิ่งที่ได้ทำมาเพื่อเป้าหมายที่เคยมีได้เปลี่ยนไปแล้ว
วินาทีเดียวเท่านั้นที่ซาแมนต้า เวลส์เปิดประตูห้องเข้ามายื่นเอกสารที่ส่งล่าช้าไว้ที่ตะกร้าข้างประตูและรีบร้อนกลับออกไปในชั่วโมงเร่งด่วนที่ทุกคนรีบกลับบ้าน
วินาทีเดียวเท่านั้นที่กระแสอากาศพุ่งจากประตูที่เปิดไว้เข้ามาปะทะผมอย่างรวดเร็ว
วินาทีเดียวเท่านั้นที่ผมตระหนักได้ว่าเหตุใด ผู้ที่เดินเข้าประตูมาคนแรกไม่ได้รบกวนผมด้วยความคิดของเธอ
ผมหันไปมองถึงแม้ว่าจะไม่จำเป็นต้องดูให้แน่ใจเลย ผมหันหน้าไปอย่างช้า ๆ พยายามต่อสู้เพื่อควบคุมกล้ามเนื้อที่แข็งขืนต่อต้านผมอยู่
เบลล่า สวอนยืนเอาหลังพิงผนังข้างประตูห้องถือกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ในมือ ดวงตาของเธอเบิกโตขึ้นอีกเมื่อเธอเห็นสายตาเกรี้ยวกราดราวกับสายตาปิศาจที่ผมจ้องมองเธอ
แปลดีกว่าหลายๆ คนที่แปลจบไปแล้วมากเลย
ส่วนเราไม่สามารถแปลได้ หมดความสามารถค่ะ
ต้องใช้ความพยายามมากๆ ในการใช้วลีที่จะแปลออกมานะ ยากมากค่ะ แล้วจะแวะมาอ่าน 6/6 นะ
#1 By salee (118.173.10.227) on 2009-09-23 14:49