Midnight Sun: Chapter 1 (ตอนที่ 6/6)
posted on 04 Oct 2009 18:21 by bantifulแปล Midnight Sun: สุริยาในราตรี
ตอนที่ 6/6
กลิ่นเลือดของเธอฟุ้งอบอวลแทรกอยู่ในทุกอณูของอากาศในห้องเล็ก ๆ ที่ร้อนอบอ้าวนี้ ลำคอของผมร้อนผ่าวราวกับไฟเผาเจ้าปิศาจร้ายที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเธอจ้องมองกลับมายังผมอีกครั้ง มันคือหน้ากากแห่งความชั่วร้าย
มือผมละล้าละลังอยู่เหนือเคาน์เตอร์ ผมไม่จำเป็นต้องหันหน้ากลับไปมองเพื่อที่จะเอื้อมมือข้ามเคาน์เตอร์ไปจับหัวคุณโคปโขกลงกับโต๊ะให้แรงพอที่จะฆ่าเธอได้ สองชีวิต แทนที่จะเป็นยี่สิบชีวิต ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มทีเดียว
ปิศาจร้ายรอคอยอย่างกระวนกระวายและหิวกระหายที่จะให้ผมลงมือแต่มันย่อมมีทางเลือกอื่นเสมอ มันจะต้องมีสิ
ผมหยุดการเคลื่อนไหวของปอด และเพ่งยึดเอาใบหน้าของคาร์ไลล์ไว้ตรงหน้า ผมหันหน้ากลับมาหาคุณโคปและได้ยินเสียงความคิดในหัวของเธอแสดงความประหลาดใจต่อการเปลี่ยนแปลงสีหน้าและท่าทางของผม เธอหดตัวถอยห่างจากผม แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่สามารถหาคำตอบให้กับความหวาดกลัวนี้ได้
ผมต้องใช้การควบคุมตัวเองทั้งหมดที่ผมเรียนรู้มาจากการปฏิเสธธรรมชาติตัวเองมาหลายทศวรรษในการที่จะควบคุมน้ำสียงให้ราบเรียบและนุ่มนวล ในปอดผมมีอากาศเหลือพอสำหรับพูดอีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ผมพูดรัวเร็ว
“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจว่านั่นคงเป็นไปไม่ได้ ขอบคุณมากครับสำหรับความช่วยเหลือ”
ผมหมุนตัวและพุ่งออกจากห้อง พยายามที่จะไม่รับรู้ถึงไอร้อนจากเลือดอุ่น ๆ ที่แผ่ออกมาจากร่างกายของหญิงสาวในขณะที่ผมเฉียดผ่านเธอไปเพียงไม่กี่นิ้ว
ผมเดินรวดเดียวจนถึงรถโดยไม่หยุดเลย เดินเร็วเกินไปหน่อย แต่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับบ้านกันไปหมดแล้วจึงไม่มีพยานรู้เห็นมากนัก ผมได้ยินเสียงดี.เจ. การ์เร็ตต์ ที่อยู่ปีสองสังเกตเห็นผม แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร...
คัลเลนโผล่มาจากไหนเนี่ย อย่างกับหายตัวมาอย่างนั้นแหละ เอาอีกแล้วสิเรา จินตนาการบรรเจิดอีกแล้ว แม่ยิ่งบอกอยู่บ่อย ๆ ว่า...
เมื่อผมก้าวขึ้นไปนั่งบนรถวอลโว่ของผม คนอื่น ๆ ก็รออยู่ก่อนแล้ว ผมพยายามควบคุมการหายใจ แต่ผมก็โหยหาอากาศบริสุทธิ์จนหอบหายใจราวกับคนจะขาดใจตาย
“เอ็ดเวิร์ด?” อลิซถาม น้ำเสียงแฝงด้วยความตระหนก
ผมแค่เพียงส่ายหน้าให้เธอ
“นายเป็นอะไรไปวะ?” เอ็มเม็ทอยากรู้ หันเหความสนใจของเขามาชั่วครู่จากความผิดหวังที่แจสเปอร์ไม่มีอารมณ์จะแข่งนัดแก้มือในคืนนี้
ผมบึ่งรถถอยหลังแทนคำตอบ ผมจะต้องออกจากลานจอดรถนี้ก่อนที่เบลล่า สวอนจะตามผมมาที่นี่ด้วย เธอเป็นปิศาจร้ายประจำตัวของผม คอยหลอกหลอนผม... ผมหันรถกลับและเร่งความเร็ว ผมเหยียบสี่สิบไมล์ต่อชั่วโมงก่อนที่จะถึงถนนใหญ่เสียอีก และพอถึงถนนใหญ่ผมก็เร่งขึ้นเป็นเจ็ดสิบก่อนเข้าโค้ง
แม้จะไม่ได้ชำเลืองมอง ผมก็รู้ว่าทั้งเอ็มเม็ท โรซาลีและแจสเปอร์ต่างหันไปจ้องอลิซเป็นตาเดียว เธอยักไหล่ เธอไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วได้ เธอเห็นแต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ตอนนี้เธอเพ่งมองไปยังอนาคตของผม เราทั้งคู่ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เธอมองเห็นในหัวเธอและก็ต้องประหลาดใจ
“เธอกำลังจะจากไปหรือ?” เธอกระซิบ
คนอื่น ๆ หันขวับมาจ้องที่ผม
“ฉันจะไปหรือ?” ผมเค้นเสียงลอดไรฟัน
ในขณะที่ผมยังลังเลตัดสินใจไม่ได้อยู่นั้น อีกทางเลือกหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ชี้นำอนาคตของผมไปยังทิศทางที่มืดหม่นยิ่งกว่าเดิม และในตอนนั้นเองที่เธอได้เห็น
“โอ้”
เบลล่า สวอน ไร้ซึ่งชีวิต ดวงตาของผมแดงก่ำด้วยเลือดสด ๆ การสอบสวนละสืบค้นที่ตามมา ช่วงเวลาที่เราต้องรอคอยอย่างระมัดระวังจนกว่าจะปลอดภัยที่เราจะหลบออกมาและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง...
“โอ้” เธอครางอีกครั้ง
มโนภาพเริ่มจำเพาะเจาะจงมากขึ้น ผมได้เห็นภายในตัวบ้านของสารวัตรสวอนเป็นครั้งแรก เห็นเบลล่า สวอนยืนอยู่ในห้องครัวขนาดย่อมที่มีตู้เก็บกับข้าวสีเหลือง โดยเธอหันหลังให้ผมในขณะที่ผมย่องตามเธอไปในเงามืด... ปล่อยให้กลิ่นของเธอดึงดูดผมเข้าไปหาเธอ...
“หยุดนะ!” ผมคำราม ด้วยไม่อาจจะทนดูต่อไปได้อีก
“ขอโทษ” เธอบอกด้วยเสียงแผ่วเบา ดวงตาเบิกกว้าง
ปิศาจร้ายโห่ร้องด้วยความปรีดา
แล้วมโนภาพของอลิซก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ภาพถนนหลวงร้างไร้ยวดยานในราตรีอันมืดมิด ต้นไม้เรียงรายสองข้างทางปกคลุมด้วยหิมะเคลื่อนที่ผ่านไปด้วยความเร็วเกือบสองร้อยไมล์ต่อชั่วโมง
“ฉันจะคิดถึงเธอ” อลิซบอก “ไม่ว่าเธอจะไปนานแค่ไหนก็ตาม”
เอ็มเม็ทและโรซาลีแลกสายตาเป็นกังวล
พวกเรามาเกือบจะถึงทางแยกที่เป็นถนนสายยาวที่มุ่งสู่บ้านของเราแล้ว
“ส่งพวกเราลงตรงนี้แหละ” อลิซแนะนำ “เธอควรจะไปบอกคาร์ไลล์ด้วยตัวเองนะ”
ผมพยักหน้ารับและหยุดรถเอี๊ยดอย่างรวดเร็ว
เอ็มเม็ท โรซาลี และแจสเปอร์ก้าวลงจากรถไปเงียบ ๆ พวกเขาคงจะขอให้อลิซอธิบายให้ฟังภายหลังจากที่ผมไปแล้ว อลิซแตะที่ไหล่ของผม
“เธอจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง” เธอกระซิบ คราวนี้ไม่ใช่ภาพที่เธอมองเห็น หากแต่เป็นคำสั่ง “เธอเป็นสมาชิกครอบครัวเพียงคนเดียวที่สารวัตรสวอนมีอยู่ มันก็เหมือนฆ่าเขาไปด้วยอีกคน”
“อืม” ผมเห็นด้วยเฉพาะกับส่วนหลังเท่านั้น
เธอก้าวลงจากรถไปสมทบกับคนอื่นที่เหลือ คิ้วเธอขมวดย่นด้วยความเป็นกังวล แล้วพวกเขาก็หายวับไปในราวป่าลับสายตาไปก่อนที่ผมจะเลี้ยวรถกลับ
ผมเร่งเครื่องยนต์มุ่งหน้ากลับเข้าเมือง ผมรู้ว่าภาพในหัวของอลิซจะเปลี่ยนจากความมืดมิดไปเป็นความสว่างไสวราวกับแสงสปอทไลท์เลยทีเดียว ในขณะที่ผมกำลังบึ่งรถกลับไปยังเมืองฟอร์คส์ด้วยความเร็วเก้าสิบไมล์ต่อชั่วโมง ผมไม่แน่ใจว่าผมกำลังจะไปไหนกันแน่ ไปกล่าวคำอำลาพ่อของผม หรือจะไปยอมศิโรราบให้แก่ปีศาจร้ายภายในตัวผมกันแน่ ล้อรถของผมบดทะยานไปบนถนนที่ทอดยาว